Posted by: ningnung | February 14, 2008

ทางเดินแห่งรัก

เดิมทีฉันใช้บริการมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยเป็นพาหนะในการเดินทางไปทำงาน แต่หลังจากที่ต้องใจหายใจคว่ำกับฝีไม้ลายมือในการขับขี่ของพี่ๆ มอเตอร์ไซค์วินทั้งหลาย ฉันผู้ซึ่งยังไม่อยากจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรตัดสินใจเดินทางไปทำงานด้วยวิธีอื่น

ฉันคิดใคร่ครวญถึงข้อดีข้อเสียของพาหนะชนิดต่างๆ …
รถเมล์ ประหยัด ปลอดภัยกว่ามอเตอร์ไซค์วิน แต่การรอรถเมล์ก็น่าเบื่อเกินไปสำหรับการเดินทางเพียงไม่กี่ป้าย
รถยนต์ส่วนตัว สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุกับระยะทางเพียงกิโลเมตรเศษ และเครียดกับการจราจรโดยไม่จำเป็น
จักรยาน ภาพกระโปรงพเยิบพยาบอาจทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้น และอาจต้องนอนอยู่ใต้ท้องรถเมล์แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
มอเตอร์ไซค์(ขี่เอง) น่าสนใจ แต่อาจตายไวกว่าใช้บริการมอเตอร์ไซค์วิน

ในที่สุดฉันก็ได้ข้อสรุปว่า เดินไปทำงานดีกว่า

ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสามเดือนแล้วที่ฉันเลิกใช้บริการมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย ฉันยังจำวันแรกที่เดินไปทำงานได้ดี วันนั้นฝนตกพรำ และฉันก็ลืมพกร่มติดตัวมาด้วย ฉันยืนชั่งใจอยู่นานสองนาน ก่อนตัดสินใจก้าวเดิน… ฉันตัดฝ่าสายฝนด้วยสปีดเต็มกำลัง สิบห้านาทีต่อมา ฉันถึงที่ทำงานด้วยหัวใจที่เต้นแรงและเนื้อตัวเปียกชื้น

การเดินไปทำงานวันแรกไม่น่าประทับใจนัก แต่ฉันก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ ฉันบอกกับตัวเองว่าขอลองอีกสักวัน จากสองวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นสี่วัน จนครบสัปดาห์ นับจากนั้น ฉันไม่คิดจะไปทำงานด้วยวิธีอื่นอีกเลย

ทางเดินเท้าจากบ้านฉันไปที่ทำงานแม้จะไม่ราบเรียบสวยงามมากนัก แต่ก็นับว่าร่มรื่นและกว้างขวางทีเดียว ตลอดทางเดินเรียงรายด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ทั้งต้นโมก ต้นเข็ม ต้นข่อย ต้นปีบ ต้นลั่นทม ต้นหางนกยูง ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นการเวก ต้นตะแบก และไม้น้อยใหญ่อีกหลากหลายพันธุ์

ฉันเดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อน ให้หัวใจได้ซึมซับความงามของเช้าวันใหม่ บางวันฉันแวะเก็บดอกไม้ที่ร่วงหล่นตามรายทาง บางวันครึ้มอกครึ้มใจฮัมเพลงส่งเสียงงุ้งงิ้งอยู่ในลำคอ มีอยู่วันหนึ่งฉันแวะถ่ายรูปดอกต้อยติ่งสีขาวสะดุดตาริมทางเดิน ดังนั้นจากที่เคยใช้เวลาเดินเพียงสิบห้านาทีในวันแรก จึงกลายเป็นครึ่งชั่วโมงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวในวันต่อๆ มา

ยิ่งเดิน ฉันยิ่งรู้สึกดี ฉันแข็งแรงขึ้นจากการเดินออกกำลังและรับวิตามินดีจากแสงแดดยามเช้า จิตใจปลอดโปร่งเบิกบาน และที่สำคัญเหมือนฉันได้เรียนรู้ชีวิตเพิ่มขึ้น…
ฉันเห็นคุณยายสวมเสื้อตัดเย็บเอง นุ่งผ้าถุง มายืนรอตักบาตรหน้าบ้านทุกเช้า
ฉันเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเดินบิณฑบาตรด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ ย้ำเตือนให้ฉันมีสติกับการก้าวเดิน
ฉันเห็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งล้อมวงเตะตะกร้อก่อนเริ่มงานทุกเช้า
ฉันเห็นคนนิสัยมักง่ายขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า
ฉันเห็นสัญญาณไฟจราจรที่สอนให้คนไม่ประมาทกับชีวิต หยุดในเวลาที่ควรหยุด และเดินหน้าเมื่อโอกาสมาถึง
ฉันเห็นมิตรภาพจากรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งขี่จักรยานสวนทางกับฉัน โดยมีลูกสุนัขอยู่ตะกร้าหน้ารถ
ฯลฯ

สำหรับบางคนทางเดินสายนี้อาจเป็นแค่ถนนคอนกรีต แต่ถ้าความรักที่แท้คือการรักในต้นไม้ สายลม แสงแดด และสิ่งต่างๆ รอบกาย ฉันก็พร้อมจะเรียกทางเดินสายนี้ว่าทางเดินแห่งรัก

OOOO


Responses

  1. อุ๊ยตาย “ทางเดินแห่งรัก” เก๋เชีย
    เชิดหน้าลอยตา ดูโน่นชมนี่ไปเรื่อยยังงี้
    เจ้าประคุ้นนนนนน ตกท่อน้ำครำทีเทอะ!

  2. โชคดีที่ฝาท่อแถวบ้านข้าพเจ้ายังปิดมิดชิดดีอยู่
    อย่างมากก็แค่เดินสะดุดขาตัวเอง ฮ่า ฮ่า

  3. จะบอกว่า “เมื่อเราช้าลง จะเห็นชัดขึ้น” ช่ายไหม?

    ดีใจกลับมาเปิดสวนแล้ว
    ดีใจ
    ดีใจ

    คารวะ

  4. มาแว้วมาแว้ว มิทราบว่าท่านไปค้นหาต้นรักได้สักกี่หน่อขอรับ

    * * *

    นี่เรียกว่า เดินชมนกชมไม้จริง ๆ (แม้บางครั้งแอบชมหนุ่ม ๆ ที่เตตะกร้อ) เป็นผมก็เลือกเดิน ทุกวันนี้ก็เดินเข้าซอยแสนสุขเป็นระยะทางกว่า 2 ร้อยเมตร เช้าเย็น ถ้านั่งมอไซค์ ก็ 10 บาท

    ไม่จำเป็น–เพราะผมชอบเดิน หาได้งก!

    เดินนั้นดีต่อสุขภาพ แต่หากวันฝนตกพรำก็สมควรสวมหมวก หรือแจ๊กเกตแบบกันฝนปรอยได้นะท่านนะ (แบบมีฮู๊ดด้วยยิ่งดี) อีกทั้งยังต้องระวังรถราที่อาจเหยีบน้ำคลำบนท้องถนนให้แปดเปื้อนตัวท่าน

    * * *

    ขอบคุณสำหรับความรักที่ท่านมอบให้แก่คนทั้งโลก (รวมถึงตัวข้าน้อย)

    ด้วยมิตรภาพ

  5. ขอเชิญร่วมฟังและร่วมอภิปรายเสวนาวาทีสำนักหนอนครั้งที่ ๓ ประจำวันเสาร์ที่ ๑๖ ก.พ. ๒๕๕๑ เรื่อง “ช่วยเม้นท์หน่อยสิเพ่..ไหว้ล่ะ!”
    http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=12231

  6. สวัสดีเช้า เอ๊ย! สายวันเสาร์เจ้าค่ะท่านดิน

    ช่ายยยย เดินช้าลง เห็นอะไรชัดขึ้น เสียอย่างเดียว เหงื่อไม่ออก หัวใจไม่เต้นแรง
    แต่ก็ดีเจ้าค่ะ เดี๋ยวคนที่ทำงานเหม็นกลิ่นเหงื่อเสียเปล่าๆ

    ดีใจเช่นกันเจ้าค่ะที่ได้กลับมาเปิดสวน
    ไม่อยากทิ้งร้างไว้นาน เกรงต้นอักษรจะตายหมดเสียก่อน (นี่ก็เริ่มเฉาๆ แล้ว)
    วันนี้หนักใจนิดหน่อย ยังไม่ได้แปลหนังสือสักตัว ไม่รู้เย็นนี้จะมีอะไรโพสท์หรือเปล่า

    เห็นร้านกล้วยปั่นของท่านลูกค้าเข้าออกคึกคัก ท่าทางกิจการจะรุ่งเรือง
    รออ่านนวนิยายเรื่องใหม่อยู่นะเจ้าคะ

    วันก่อนอ่านคอมเม้นท์ที่ไอซ์เขียนทิ้งไว้ จึงได้ข่าวว่าบ้านหนอนเริ่มครึกครื้น บรรยากาศเก่าๆ เริ่มหวนคืน ข้าพเจ้าอยากกลับไปทักทายเพื่อนๆ ใจจะขาด แต่ก็ต้องทำใจ สุขภาพไม่อำนวยเจ้าค่ะ ได้แต่บอกตัวเองว่าถ้าอยากเขียนหนังสือต่อ ก็ต้องงดสังสรรค์(ทางหน้าจอ) ลำพังโพสท์งานแปลอาทิตย์ละสามวัน ข้าพเจ้ายังแทบเดี้ยง อย่างที่เคยเล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าตืนมาแปลงานตอนเช้าตีห้า ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงเย็นข้าพเจ้าแบ่งเวลาไว้สำหรับพิมพ์งาน โพสท์งาน และอ่านหนังสือ กว่าจะถึงวันเสาร์อาทิตย์ข้าพเจ้าเหนื่อยแทบขาดใจ

    ส่วนท่านอ้ายตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นงานเจ้าค่ะ ทำงานประจำสองแห่ง ถ้าจำไม่ผิด ที่แรกเริ่มงานแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ที่สองเริ่มงานสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า ที่ขยันผิดมนุษย์มนาไม่ใช่อะไรหรอกเจ้าค่ะ หาเงินไปใช้หนี้ที่สร้างไว้สมัยใช้ชีวิตอีลุ่ยฉุยแฉก เห็นบอกว่าคงทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบนี้สักปี พอหนี้หมด จะกลับมาเขียนหนังสือใหม่ ข้าพเจ้าไม่อยากห้าม เพราะรู้ว่าศิษย์เหลนท่านเป็นคนดื้อ พูดไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเปลืองน้ำลายเปล่าๆ เลยยุส่งบอกว่าทำไปเลย ยังหนุ่มยังแน่น ถ้าอายุขึ้นเลขสามอยากทำก็ทำไม่ไหวแล้ว

    ข้าพเจ้าเองเห็นท่าน ท่านพี่อานันท์ คุณอัมโปะ(คนนี้เขาซุ่มเขียน) เขียนหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้ค่อยใจชื้น ขอเกาะขาพวกท่านไปเตงๆ แม้ข้าพเจ้าจะเขียนหนังสืออยู่ในบล็อก ไม่ค่อยได้ออกไปพบหน้า(จอ)ผู้คน แต่ไม่เคยรู้สึกเหงา รู้สึกอยู่เสมอว่ามีพวกท่านคอยวนเวียนอยู่ข้างๆ

    ไม่ได้คุยกับท่านยาวๆ อย่างนี้มานานแล้ว แต่ความผูกพันยังคงเดิม

    ///

    สวัสดีเจ้าค่ะท่านพี่อานันท์

    ข้าพเจ้ากำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเข้าฤดูฝนจะแก้ปัญหายังไงดี ถ้าฝนตกปรอยๆ กางร่มเดินคงพอไหว แต่บางวันฝนตกอย่างกับฟ้ารั่ว คงต้องอาศัยทั้งเสื้อกันฝนและร่มเจ้าค่ะ อืม…ต้องหาซื้อเสื้อกันฝนน่ารักๆ สักตัวเสียแล้ว

    ขอบคุณสำหรับความห่วงใยเช่นกันเจ้าค่ะ

    ข้าพเจ้าขอตัวไปนอนกลางวันก่อนล่ะ ตื่นมาจะได้แปลงาน ชะแว้บบบบบ

  7. ผ่านอีกหนึ่งอาทิตย์สวัสดิ์ขอรับท่านย่า

    ขอบคุณสำหรับข่าวคราวท่านอ้าย
    ข้าพเจ้าตาลุกเสมอเมื่อได้ยินได้ฟังข่าวคราวท่าน
    ท่านอ้ายใช้หลักการสุดโต่ง! ซึ่งเล็งผลเลิศ แต่ทำได้ก็เพียงระยะสั้นเหมือนวิ่งร้อยเมตรซึ่งต้องวิ่งให้เร็วสุด เราไม่สามารถวิ่งมาราธอนได้ด้วยความเร็วแบบร้อยเมตร

    ชีวิตเป็นการวิ่งมาราธอน รู้ว่าช่วงไหนควรเร่งควรผ่อน การพักโดยวิ่งไปเหยาะ ๆ ยังดีกว่าหยุด เพราะหยุดทำให้ระบบทุกอย่างชะงัก

    การเขียนก็วิ่งมาราธอน หรือท่านอ้ายคิดว่าวิ่งร้อยเมตร ฝากท่านถามทีเถิดขอรับ แต่ท่านคงเซ็งจะถามแล้วใช่ไหม?

    มีน้องท่านหนึ่งเขียนคุยกับท่านเจ้าสำนักทุกวัน ทุกวันจริง ๆ ขอรับ ซ้ำบางวันมาสองรอบ ไม่ได้ทักแบบวัยรุ่นทักกันนะขอรับ เขียนจริง ๆ จัง ๆ เขียนต่อเนื่องห้าหกเดือนเทียวท่านย่า แล้วจู่ ๆ บอกว่า ฉบับสุดท้าย จะไม่เขียนแล้ว ต้องเรียนหนัก (เห็นทางบอลใช่ไหมขอรับ?) แต่เล่นกับใครไม่เล่น นั่นน่ะวินทร์ เลียววาริณนา

    ท่านเจ้าสำนักตอบว่า “คุณนี่สุดโต่ง! ใช้ชีวิตอย่างสมดุลดีกว่ามั้ย?”

    ข้าพเจ้าว่า ท่านอ้ายต้องเจอหวายท่านเจ้าสำนักสักทีแล้วกระมัง ล้มป่วยเจียนม้วยไปทียังไม่เปลี่ยนนโยบาย ชะช่า

    หากเป็นไปได้แจ้งข่าวท่านอัมด้วยก็ดีขอรับ
    ท่านอัมเงียบไป ไม่เป็นไร
    เพียงใคร่รู้ว่ากำลังทำอะไร? เป็นอย่างไรบ้าง?ก็พอแล้ว

    ส่วนข้าพเจ้าวันพรุ่งคงจบเกลาล่าเพชร
    ใช้เวลาแปลงไฟล์สักวัน
    แล้วคงได้ฤกษ์เริ่มเรื่องใหม่เสียที

    แค่คำสั้น ๆ ที่ท่านบอกว่ารออ่านเรื่องใหม่ก็ส่งเรี่ยวแรงปลายนิ้วข้าพเจ้าหายใจฮึดอย่างน่าหมั่นไส้ กำลังใจเหล่านี้ข้าพเจ้าเคยรับมาจากท่าน จากพี่ท่านกู้ด ยามนี้กำลังส่งต่อท่านหวัง ด้วยหมายเห็นท่านหวังร่ายกระบี่ไปจนนิยายจบเรื่อง

    พูดคุยแลกเปลี่ยนเหมือนเพื่อนร่วมทาง ส่วนข้อพร่องต่าง ๆ ท่านหวังจะเรียนรู้ได้เองเมื่อจำนวนตัวอักษรมากขึ้นมากขึ้น

    ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว ค่อย ๆ สะสมอักษรขึ้นทีละน้อย ไม่เปลืองเวลาด้วยเหตุอื่น ให้การเขียนเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันไม่ต่างจาก นอน กินข้าว ออกกำลังกาย หรือ ตอกบัตร

    แบ่งเวลาบางส่วนเสวนาในหมู่มิตรหัดเขียน
    ส่วนหนึ่งเลี้ยงปากท้อง แลอีกส่วนเลี้ยงจิตใจ เติบโตไปด้วยกัน
    เคลื่อนไหวไปข้างหน้าช้า ๆ แต่ไม่หยุดยั้ง

    นั่นจึงเป็นการวิ่งมาราธอน

    ใช่ไหมขอรับ?

    ขอท่านถนอมสุขภาพ
    คารวะ
    ศิษย์หลาน(ตัวดี)

  8. ห่อเหี่ยวสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิน

    เวลาของเช้าวันจันทร์ใกล้เข้ามาทุกขณะ ข้าพเจ้ายังนอนกลางวันไม่อิ่มเลย ฮ่า ฮ่า

    เมื่อกี้ข้าพเจ้าเพิ่งแวะเข้าไปเยี่ยมบ้านหนอนมา เห็นท่านเปลี่ยนไปยึดอาชีพใหม่เป็นพิธีกลอน เอ๊ย! พิธีกรรายการโต้วาที ข้าพเจ้าคงติดนิสัยขึ้นรถด่วนขบวนสุดท้าย ไปช้ากว่าชาวบ้านเขาทุกที ท่านเก็บไมค์ รื้อเวทีไปเสียหมดแล้ว เอาไว้คราวหน้าจะไปร่วมแจมด้วยแล้วกัน (อ้อ..ท่านสอถ้าแวะมาแถวนี้ มารับรางวัลสักฟอดสองฟอดนะ พูดออกมาด๊ายยยยย ท่านย่าของผม อิอิ)

    เอาล่ะ…เข้าเรื่องต่อ ศิษย์เหลนของท่านอารมณ์ยังไม่นิ่งเจ้าค่ะ จิตใจยังว่อกแว่กขึ้นๆ ลงๆ อยู่มาก คงต้องปล่อยให้วิ่งสะเปะสะปะไปสักพัก เมื่อชีวิตลงตัวแล้ว เราคงได้ท่านอ้ายคนเดิมกลับคืนมา เอาเป็นว่าวันไหนเจอท่านอ้ายข้าพเจ้าจะถามท่านอ้ายให้แล้วกันนะว่าวิ่งร้อยเมตรอยู่หรือเปล่า ว่างๆ ท่านขอยืมหวายลงอาคมของท่านเจ้าสำนักมาด้วยสิ เจอหน้าข้าพเจ้าจะได้เสกข้าวสารใส่ ฟาดหวายลงกลางกบาลให้ ฮ่า ฮ่า

    สำหรับคุณอัมโปะท่านไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ อีกไม่นานเกินรอคงได้เห็นหนังสือเล่มใหม่ของคุณอัมโปะ บอกแล้วว่าคนนี้เขาซุ่มเขียน รู้สึกจะเขียนทีเดียวสามสี่เรื่องพร้อมกัน ที่แน่ๆ ก็มี stupid of thinking by umpo น่าจะครบร้อยภาพแล้วมั้งเจ้าค่ะ คุณอัมโปะเอางานที่ทำกับก้าวรอก้าวไปทำต่อเจ้าค่ะ อีกเล่มก็งานที่กำลังทำร่วมกับข้าพเจ้า ตอนนี้ไปเกินครึ่งทางแล้ว แล้วก็มีเรื่องอื่นๆ ที่คุณอัมโปะเคยเขียนลงในบล็อกแล้วนำกลับมารีไรต์ใหม่ให้เป็นเรื่องยาว (ผิดถูกประการใดก็มาชี้แจงเองแล้วกันนะคุณอัมโปะ)

    ที่ท่านเห็นคุณอัมโปะหายเงียบไป แท้จริงไม่ได้หนีหายไปไหนหรอกเจ้าค่ะ วนเวียนอยู่แถวนี้แหละ เพียงแต่คนนี้เขาพูดน้อย เลยมองไม่ค่อยเห็นตัว

    ยินดีกับท่านด้วยที่ท่านเกลาล่าเพชรฯ ใกล้เสร็จแล้ว
    นิยายเรื่องใหม่จะเป็นแนวไหนหนอ รอลุ้น รอลุ้น

    จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุญท่านเจ้าสำนัก และบ้านหนอนสนทนาอยู่มาก
    ถ้าไม่มีท่านเจ้าสำนัก ไม่มีบ้านหนอน ข้าพเจ้าคงไม่ได้รู้จักกับพวกท่าน และคงไม่มีสวนอักษรเหมือนเช่นทุกวันนี้ แม้จะเป็นสวนเล็กๆ แต่ข้าพเจ้าก็ภาคภูมิใจ

    ข้าพเจ้าจะพยายามปลีกตัวไปให้กำลังใจนักหัดเขียนหน้าใหม่ที่บ้านหนอน
    ปรารถนาอยากให้พวกเขามีกำลังใจในการขีดเขียนและได้รับความรู้สึกดีๆ เหมือนที่ข้าพเจ้าเคยได้รับ

    ที่ท่านเปิดกระทู้โต้วาทีในบ้านหนอนเรื่องคอมเม้นท์นั้นสำคัญไฉน
    สำหรับข้าพเจ้ามองว่าคอมเม้นท์เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับนักหัดเขียนหน้าใหม่โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของการหัดเขียนเจ้าค่ะ

    ไม่ว่าจะเป็นคอมเม้นท์ในตัวงานหรือแค่คำทักทายสั้นๆ ที่แสดงถึงมิตรภาพจากผู้อ่านล้วนแต่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจทั้งสิ้น

    แต่สำหรับนักหัดเขียนรุ่นลายคราม เมื่อเขียนหนังสือจนมีความนิ่งแล้วระดับหนึ่ง คอมเม้นท์อาจมีความสำคัญในการต่อเติมแรงใจ แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ขาดไปแล้วถึงขั้นม้วนเสื่อโบกมือลากลับบ้าน เพราะนักหัดเขียนรุ่นลายครามย่อมผ่านเส้นทางสายอักษรที่บางครั้งขรุขระ บางครั้งเปลี่ยวเหงามาแล้วช่วงเวลาหนึ่งจึงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระทบภายนอกมากนัก จิตใจภายในตัวเองต่างหากที่เป็นอุปสรรคด่านต่อไป

    ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังลงมือปลูกต้นอักษร ข้าพเจ้าได้ยินเสียงปั่นกล้วยจากร้านท่านแว่วดังมาเสมอ แม้ไม่ได้แวะไปเยี่ยม ข้าพเจ้าก็เห็นภาพท่านกำลังปั่นกล้วยมือเป็นระวิง

    เราต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป ยามประสบปัญหาหรือว่างจากภารกิจก็จับเข่าคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้กำลังใจกัน นี่มิใช่หรือคือหนทางที่แท้

  9. แหวะ! น้ำหมากติดแก้มเลย

  10. มามะ มาเอาอีกสักจ๊วบบบบ

  11. อิ่มเที่ยงสวัสดิ์ขอรับสหายท่านย่าที่เคารพรัก

    เจอวิชานินจาท่านแพลมไปแพลมมา โผล่โน่นจุ๊ดนี่จิ๊ด ข้าพเจ้ามองหาไม้ตีแมลงวันว่าจะแบ่งกะพี่ท่านอานันท์คนละอัน แล้วคอยแหมะ โผล่ไหนแหมะนั่น ฮ่า ฮ่า ฮ่า (คิดถึงโพสท์ที่ท่านอัมทำแมลงวันโผล่ไปโผล่มา…หนอช่างว่าง(จิต) อิ อิ อิ)

    ๑. ห่อเหี่ยว : นอนกลางวันบางครั้งเต็มตา บางครั้งปวดหัว พวกนักวิจัยทั้งหลายที่ชอบสุ่มแบบเหมาโหลเฟอะฟะ หลักปฏิบัติบางอย่างเหมาะกับบางคน เราสมควรค้นหาสิ่ง(และคน)ที่เหมาะกับตนเอง

    หากห่อแล้วยังเหี่ยว ขอให้ท่านย่าดื่มกล้วยปั่นบ่อย ๆ หากขี้เกียวจปั่นเองนี่เลย..ร้านกล้วยปั่นก้นซอย อิ อิ อิ

    ๒. พิธีกลอน : เห็นสำนักเงียบเชียบ บังเอิญพระเดชพระคุณป๋าไอซ์ปะข้าพเจ้าพูดจาจาบจ้วงความเห็นส่วนตัวเข้า ท่านคันไม้คันมือคะเยออยากแพ่นกบาลข้าพเจ้าสักป้าบ จึงส่งคำท้า

    “มาวิวาทะกันสักหน่อยเป็นไร?”

    ข้าพเจ้ามีรึหมอบ จัดการเปิดกระทู้ทันที แต่บทเรียนจากการซ้อมที่บล็อกท่านป๋า รอยแผลบนใบหน้ายังหวะอยู่เลย เรื่องอะไรเอาหน้าแลก ใครไม่รู้ใครมาอ่านเข้า แทนที่จะเก็บผลแง่คิด ช่อปัญญา(หากพอมี) จากวิวาทะของเรา กลับว่าข้าพเจ้าอวดตัวไปโน่น เรารึกว่าจะคิดเค้นหาหัวเรื่องแต่ละทีแทบกระอักโลหิต อ๊อก! อ๊อก!

    แต่นับว่า..ต้องขอบพระคุณท่านที่คอยแพ่นกบาลข้าพเจ้าอยู่ในมุมมืด

    ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นจุดพลาด บั้นต้นที่แวะไปชักชวนสหายท่านป๋าแลกเปลี่ยนวิวาทะกันนั้น ก็เพราะไม่มีความมั่นใจจะทำขึ้นในบอร์ดหนอน ผิดพลั้งขึ้นมาเจอความเห็นบ้า ๆ บอ ๆ เข้าจะพากันกระเจิง ความตั้งใจดีงามที่ต้องการแลกเปลี่ยนสนทนาในหัวเรื่องเกี่ยวกับงานเขียนเพื่อทั้งตัวเราแลสหายร่วมสำนักได้ขยายแง่คิดมุมมองจะเป็นอันป่นปี้หมด

    จากการทดลองที่คฤหาสน์ท่านป๋าจนย้ายมาร้านกาแฟ มีพี่สองพี่สามร่วมวง สภาน้ำลายแตกฟองของเราเริ่มกระเซ็นอย่างออกรส ไม่เคยเห็นไปทางเดียวกันสักเรื่อง แต่เราก็โม้กันอย่างถูกคอ ไอ้คนคิดหัวเรื่องทำหน้าที่คิดไป ชงแล้ววางแหมะลงบนโต๊ะกาแฟ สหายมาก็แล้วแต่ใครจะยกซดยกสาด

    แต่อุเหม่! ให้ตายสิท่านย่า

    ทะลึ่งมีชื่ออะไรก็ไม่รู้ไม่เคยโผล่แสดงความเห็น คอยส่งเสียงสนับสนุนป๋าไอซ์ ทั้งที่ไม่เกี่ยวสักหน่อย เราไม่ได้แบ่งฝ่ายเตะตะกร้อกันที่ไหน เราเอาความเห็นแตกต่างมาแลกกันต่างหาก คิดเห็นอย่างไรก็บอกมาเซ่ ไม่ใช่ส่งเสียงเชียร์ว่าใครอยู่ฝ่ายใด มันอะไรกัน ที่แย่กว่านั้นตรวจ IP ทะลึ่งเป็นคนในสำนักหนอน ฮ่วย!

    แต่ก็ต้องขอบคุณท่านผู้นั้น

    เพราะบทเรียนครั้งนั้น จึงทำให้กล้าเปิดวิวาทะขึ้นในบอร์ดหนอนหนนี้แลขะรับ

    ทางออกป้องกันปัญหาคือทำในรูปแบบโต้วาที ข้าพเจ้าที่คิดหัวเรื่องหลบตัวไปอยู่ตรงกลางเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องเอากบาลไปรับคมแฝดข้อหากวน teen โดยใช่เหตุ

    ท่านลองคิดดูหากเป็นสนทนาปกติ จู่ ๆ ข้าพเจ้าได้หัวเรื่องมา “เลิกรออารมณ์ได้แล้วเขียนซะที..ขอร้องล่ะ!”

    เป็นประเด็นพูดคุยที่ต้องการหาทางออกสำหรับคนที่เขียนไม่ออก ไม่มีอารมณ์ แล้วข้าพเจ้าผู้ทำหน้าที่ชงลูก ก็สวมบทบาทโวยคนที่รออารมณ์ทั้งหลาย

    ไม่ต้องใช้สมองซีกจินตนาเลย ท่านคงเห็นผลแจ่ม มีก็แต่พวกเราที่เข้าใจว่าข้าพเจ้าทำหน้าที่ชงเรื่อง ส่วนพระเดชพระคุณที่ไหนไม่รู้โผล่มาก็ต้องด่าข้าพเจ้ายับ(เหมือนโดนมาแล้ว)

    โต้วาทีสำนักหนอนจึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้แล

    ครั้นเรียกโต้วาทีดูจะไม่แอ๊บแบ๊ว ลองเป็นอภิปรายวาที มาจบลงด้วยเสวนาวาที ดำเนินการผ่านมาสามครั้งรวดเร็วปานกามนิตรวมกับมนุษย์ค้างคาวบวกความเร็วไอ้ตีนแมวที่ขโมยกกน.ดาราสาวเมื่อคืนวาน

    สหายร่วมใจกันสำแดงความคิดเห็นอย่างถึงรสถึงอักขระ (โดยเฉพาะวาทะจอมปราชญ์ คมคำประดานักเขียนทั้งหลายที่สหายป๋าสองท่านนำมาประกอบหมัดเมานั้นทรงค่านัก) โดยที่เราต่างมั่นใจในวุฒิภาวะของกันและกันเป็นอันดี วันเวลาได้ทำการทดสอบเรามานับว่านานเอาการ

    หวังว่าเสวนาวิวาทะครั้งนี้นอกจากจะได้ปะหน้าร่ำวงอักขรากันในหมู่สหายถูกคอแล้ว จะยังผลไปในมุมกว้างแลทำให้สำนักคึกคักขึ้นมาบ้างไม่มากก็มาย

    ๓. ท่านศิษย์เหลน : แท็งค์กิ้ว ฝากหวายท่านเจ้าสำนักไปด้วย!

    ๔. ท่านอัม : น่าตกตะลึงมาก! แต่ไม่แปลกใจถึงยามนี้ข้าพเจ้าตระหนักถึงคุณแห่งการกระทำต่อเนื่องเป็นอย่างดี (ขอบพระคุณพี่ท่านอานันท์)

    ๕. ล่าเพชรฯ จบแล้ว มีความสุข กินข้าวเสร็จเลยโผล่มานั่งโม้ที่สวนท่านแบบเบาใจสบายกาย เรื่องที่จะเขียนไม่อาจกล่าวมากความ เกรงกลายเป็นชักฟืนให้เสียไฟ แต่เคยเรียนท่านไว้แล้วถึงความตั้งใจจะเขียนเรื่องโดยใช้สำนวนเก่า ยากเป็นกำลัง ข้าพเจ้าพร่ำฝึกโดยการใช้เป็นสำเนียงตนมานานนักหนาแล้ว ยังไม่อาจลุถึงอารมณ์เก่าดังหวัง แต่ฝึกก็คือฝึก (กัดฟันพูด) คงต้องลงมือเสียที

    ๖. บุญคุณท่านเจ้าสำนัก : ฝนที่หล่นจากฟ้าไม่เคยเรียกร้องคุณจากกล้าในนา รวงข้าวไม่เคยร่ำหาสักการะบูชา

    ชาวนาเห็นคุณกราบไหว้เรียกแม่โพสพ นั่นคือความเป็นไทย

    ท่านเจ้าสำนักเปิดพื้นที่ตรงนั้นด้วยเหตุผลใดแล้วแต่ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้หลักคิดที่พ้นจากอีโก้โกโลโกโสเคยมีผ่านคำตอบของท่านร่วมปี จึงได้ยอมรับ (ก่อนหน้าก็แค่วินทร์ เลียววาริณ คนยังชีพด้วยตัวอักษรคนหนึ่ง)

    ห้องหนอนทำให้อักษรตัวแรกออกเดินทาง

    หลักปฏิบัติพี่ท่านอานันท์ทำให้นิ้วข้าพเจ้ามั่นคงขึ้น ความชัดเจนของท่านย่าบอกให้ข้าพเจ้ามองตัวเอง อารมณ์วูบไหวของท่านอ้ายเตือนข้าพเจ้าเขกศีรษะตัวเอง ความช่างคิดถ่อมตนของท่านอัมสอนข้าพเจ้าอย่าเผลอตน

    ทั้งหมดล้วนกำเนิดจากที่นั่น แม้ไม่เคยมีเสียงร้องใดร่ำหาการกระทำตอบแทน แต่ข้าพเจ้าก็ชาวนาคนหนึ่งทั้งเป็นคนไทย

    ๗. กระทู้โต้วาที : ความคิดเห็นอันท่านฝากไว้ เป็นอภิปรายขะรับ อภิปรายที่แปลว่าแสดงความคิดเห็น(แน่ะบังอาจแปลให้เอกภาษา) เป็นการสำแดงความเห็นครอบคลุม แต่โต้วาทีออกแนวกวน teen ขะรับ กวนอย่างไร?

    เราเลือกอยู่ฝ่ายใด ต้องเหนียวแน่นฝ่ายนั้นสุดฤทธิ์ หากต้องแถไปข้าง ๆ คู ๆ ก็จะไป การโต้วาทีจึงสนุก หากเรียกแสดงวิสัยทัศน์ ก็คงเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ซีกเดียว กรณีนี้ยังเกรงสหายงง เพราะส่วนมากอาจชินกับการแสดงความคิดเห็นโดยครอบคลุม

    จริงอยู่ทุกอย่างมีส่วนดีส่วนเสีย

    แต่สำหรับโต้วาทีแล้ว เรายกส่วนดีไว้ให้ฝ่ายตรงข้าม ไม่กล่าวถึง เราจะเล่นงานแต่ส่วนเสีย และพยายามตัดบอล ไม่ให้ฝ่ายตรงข้างลำเลียงส่วนดีขึ้นมา

    เอกอักษรต้องเคยโต้วาทีบ้างล่ะนา..ใช่ไหม?

    ๘. สวนอักษร : หลังได้ปกจากท่านอัม ข้าพเจ้าอุทาน “สวนอักษรสมบูรณ์แล้ว”
    เรียนตามสัตย์ข้าพเจ้ายังแอบอิจฉา อยากวานท่านอัมเขียนปกให้บ้าง แต่รู้ตัวดีว่าสมองยังไม่นิ่ง ยังไม่อาจหาจุดลงตัวสำหรับบล็อกตัวเอง คงต้องผ่านวันเวลาต่อไป

    สวนอักษรสมบูรณ์แล้วทั้งความเรียบง่าย ชัดเจน เป็นสัดเป็นส่วน ปกที่สะท้อนทุกอย่าง ที่เหลือเพียงรดน้ำพรวนดิน เติมกล้าอักษรวันละนิด สมควรแก่ความภูมิใจ ข้าพเจ้ามีความสามารถพิเศษชนิดหนึ่ง(ไม่ใช่โม้)สามารถทำนายล่วงหน้าสิบปี

    วันนี้เช่นไร สิบปีก็เป็นเช่นนั้น ฟันธง!

    ๙. กลับร้านล่ะทิ้งมานาน ไม่ค่อยมีลูกค้าดอกขอรับ มีก็หน้าเดิม ๆ ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าต้องการแค่นี้เอง ใช้เวลาโดยมากปั่นอักษร เสร็จแล้ววางแหมะไว้หน้าร้าน พูดคุยกะลูกค้า แล้วก้มหน้าก้มตาปั่นต่อ

    การมีมิตรที่มองโลกแง่งาม มองด้วยสายตาคมขำ ช่างคิด เป็นความสุขชนิดหนึ่งของชีวิต ข้าพเจ้าโชคดีนักที่มาพบเหล่าท่าน

    คารวะ
    ศิษย์หลานดินเดิม

    ปล. ลบสถิติเก่าไหมเนี่ย? หากไม่ วันหลังจะเอาใหม่ (แกล้งคนแก่หลังเดาะ!)😉

  12. ชิชะ
    สงสัยโม้นานไปหน่อย
    หลุดล็อคอิน!😦

  13. เห็นชื่อนิรนามแล้วต๊กกะใจ นึกว่าใครที่ไหนมาลองดีเสียอีก ที่แท้ก็สหายดินเจ้าเก่าเจ้าเดิมนี่เอง

    อยากแกล้งคนแก่ให้หลังเดี้ยง ก็เชิญแกล้งให้สนุกเลยเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าชอบอ่าน ฮ่า ฮ่า
    คอยดูเถ้อะ แกล้งคนอื่นมากๆ ระวังกรรมจะตามทัน

    ท่านเขียนมาเป็นข้อๆ เพื่อไม่ให้ตกประเด็นใดไป ข้าพเจ้าก็ตอบเป็นข้อๆ เช่นกัน(แต่ขอตอบแบบย่อแล้วย่ออีก จะได้ไม่เสียเวลานอน อิอิ)

    ๑. บอกแล้วข้าพเจ้าเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอ ต้องพักผ่อนมากๆ เจ้าค่ะ เสาร์-อาทิตย์เพิ่มเวลานอนเป็นพิเศษ จะได้ไม่เจ็บไม่ไข้

    เผอิญวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าออกไปตะลอนๆ ตั้งแต่หกโมงเช้า รปภ.ถึงกับเอ่ยปากทักว่าออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่ ข้าพเจ้าเลยตอบไปว่า วันจันทร์ใกล้เข้ามาแล้ว ต้องใช้เวลาให้คุ้ม กลับมาถึงบ้านอีกที สี่โมงกว่าเจ้าค่ะ เลยเวลานอนกลางวันไปหลายชั่วโมง จะนอนก็นอนไม่ลงแล้ว ใจเลยห่อเหี่ยวเป็นยอดคื่นฉ่ายโดนแดด

    ๒. ท่านเอ๋ย ห้ามอะไรน่ะ พอห้ามได้ แต่ห้ามความคิดคน น่ะยากเสียเหลือเกิน
    ถึงท่านจะเป็นพิธีกร ไม่เป็นหัวโจกชวนทะเลาะ แต่ถ้าคนเขาจะหมั่นไส้ เขาก็หมั่นไส้ได้เจ้าค่ะ ว่าเรียกร้องความสนใจ พวกคนแก่ขาดความอบอุ่น ฮ่า ฮ่า

    ว่าแต่ ท่านยังไม่เข็ดจริงๆ หรือ ระวังหลังไว้ ระวังหลัง อิอิ

    ๓.เรื่องศิษย์เหลน ถ้าได้เจอตัว จะซัดให้หมอบเจ้าค่ะ แผลแตก จะเอาเกลือทาซ้ำด้วย

    ๔. สำหรับท่านอัมฯ ข้าพเจ้าล่ะทึ่งจริงๆ เจ้าค่ะ พูดน้อย ต่อยหนัก
    ก้มหน้าก้มตาวาดรูป ไม่พูดไม่จา แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจเจ้าค่ะว่าที่คุณอัมโปะไม่โพสท์งานลงบล็อกคงเพราะเบื่อปัญหาข้อจำกัดในการโพสท์รูปซึ่งออกมาไม่ค่อยได้ดังใจ และประการสำคัญ ก็แหมนะ ฝีมือเขาน่ะระดับไหนแล้ว ขายได้ทั้งนั้น จะมาเขียนทิ้งเขียนขว้างให้เปลืองน้ำหมึกทำไม

    ๕. ข้าพเจ้าว่าท่านฝึกเขียนมาพอแล้วเจ้าค่ะ ภาษาเขียนของท่านไหลลื่น เป็นปลาไหลทาจารบี ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรให้น้ำหนักเพิ่ม คือส่วนของการวางพล็อต และรักษาจังหวะของการดำเนินเรื่องมากกว่าเจ้าค่ะ ถ้าท่านมัวเขียนนู่นนี่สะเปะสะปะ จะทำให้ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนในส่วนนี้เสียที

    ๖. อ้าว..ท่านเจ้าสำนักไม่เคยทวงบุญคุณหรอกหรือ งั้นข้าพเจ้าขอเป็นศิษย์เนรคุณ ฮ่า ฮ่า

    ๗. บ๊ะ! ท่านนี่ท้าตีท้าต่อยเสียเหลือเกิน เอาไว้เปิดโต้เวทีครั้งหน้า ไม่ว่าท่าน “พิธีกลอน”จะชูประเด็นอะไร ข้าพเจ้าจะคอยขัดคอ ขัดแข้ง ขัดขาให้ตกเวที หมั่นไส้นัก!

    ๘. “วันนี้เช่นไร สิบปีก็เป็นเช่นนั้น ” ท่านหมายถึงฝีมือการแปลข้าพเจ้าหรือเปล่าเนี่ย ??? คงพัฒนาขึ้นบ้างแหละน่า ฟันธง

    ๙. เอาน่าลูกค้าจะน้อยจะมาก แต่ยังมีหน้าใหม่เข้ามาอุดหนุนบ้างแหละ
    ท่านดูสวนอักษรข้าพเจ้าสิ คนบ้านหนอนหน้าเดิมๆ ทั้งน้านนนนน (แต่ไม่เคยเบื่อนะ จะบอกให้ จุ๊บๆ )

    ป.ล. ข้าพเจ้าน่ะมองโลกในแง่งาม แต่ท่านสอเขาชอบมองโลกสองแง่สามง่าม อิอิ

  14. ป.ล. แฮ่ม! ห้ามพาดพิงนะครับ
    ผู้อภิปรายไม่ควรพูดพาดพิงอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่ถึงเวลา
    ท่านพิธีกรครับ ช่วยบอกให้เธอถอนคำพูดด้วยครับ
    อ๊าย! คำว่า “สองแง่สามง่าม” นี้ฟังแล้วไม่ดีเลย

    เสียภาพพจน์นักธรรมโทหมด!

  15. เอ่..เธอหมายถึงท่านนักธรรมโทกล่าวได้ครอบคลุมทั้งสามโลกน่ะขอรับ
    ไม่ทราบท่านนักธรรมโทคิดเป็นเช่นไรฤา?หือหือ?ขะรับ😉

  16. ไม่ถอน ไม่ถอน เป็นตายยังไงข้าพเจ้าก็ไม่ยอมถอนคำพูดเด็ดขาด

  17. แว๊บ

    ท่านดินขอรับ
    จริงๆแล้วผมเข้าไปเสวนาวาทีสำนักหนอนครั้งที่ ๓ ประจำวันเสาร์ที่ ๑๖ ก.พ. ๒๕๕๑ เรื่อง “ช่วยเม้นท์หน่อยสิเพ่..ไหว้ล่ะ!”อยู่นะขอรับ

    แต่ในเมื่อผมอยู่ฝ่ายค้าย แล้วจะให้ “ผมเม้นได้ไงล่ะเพ่”

    ก็ต้องออกตัวขอรับว่าไม่ใช่ไม่รู้ว่าควร’เม้น’
    แต่ก็ไม่ยอม’เม้น’ น่าจะเรียกว่านิสัยที่ไม่ดีขอรับ(ฮา)

    ส่วนเรื่องซุ่มเขียนนั้นขอแก้ข่าวที่ว่าไม่ต้องห่วง
    ห่วงบ้างก็ดีครับ เพราะผมยังรู้สึกห่วงตัวเองอยู่เลย(เอิ๊ก)

    stupidฯ คงหยุดแค่70ภาพ ส่วนเรื่องอื่นก็ยัง
    ทำวนไปเวียนมาจนหน้ามืดตาลาย ก็ไอ้การทำงานแบบ
    จับต้นชนปลายไม่ถูกแบบนี้เองขอรับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำ
    ให้เลิกอับบลอคซะเลย

    อาศัยว่าพยายามมองภาพรวมแล้วเห็นว่า ยังเดินไปข้างหน้าอยู่
    แม้บางรายละเอียดจะเดินถอยหลังบ้าง เดินเซบ้าง ก็ช่างมันขอรับ

    อัมโปะ

  18. อา..ขอบคุณสำหรับข่าวคราวขอรับท่านอัม

    ไม่ได้อัพบล็อกเหมือนปิดบ้าน ก็เพราะบ้านอาศัยนั้นยากจะไปเยี่ยมเยียน การมีบ้านบนอากาศทำให้สหายประเภทอยู่ไกล ไม่มีเหตุข้องเกี่ยวในชีวิตประจำวันได้มีโอกาสหิ้วไหยาดอง แวะร้องทักทายไต่ถามข่าวคราว

    เรียนถามสักหน่อยเถิดขอรับท่านอัม

    ท่านไม่ชอบทำการ์ตูนแบบช่องเดียว, สามช่องหรือขอรับ?
    (ข้าพเจ้าเป็นแฟนประจำเจ้าเหมียวการ์ฟิลด์ กับ inkygirl เปิดดูทีไรข้าพเจ้านึกถามคำถามนี้ทุกที)

    คารวะ

  19. คุณอัมโปะสวมรอยท่านดินหรือนี่ ข้าพเจ้าก็นึกว่าท่านดินเขียนเรียงความมาอีกห้าหน้ากระดาษแล้วล็อกอินหลุดเสียอีก เอ…ว่าแต่ล็อกอินนี่มันหลุดได้ด้วยหรือเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าเจอแต่เน็ตหลุด

    ใจคอจะคุยแต่กับท่านดินคนเดียวหรือไงหนอ เอ…สงสัยหัวข้าพเจ้าจะกลายเป็นตอ

    ถ้าท่านดินจะห่วงคุณอัมโปะ ข้าพเจ้าว่าห่วงข้าพเจ้าดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านอัมฯ น่ะเขาเขียนต่อได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชมผลงาน แต่ข้าพเจ้าสิ ขืนพวกท่านรวมหัวกันทิ้งข้าพเจ้าไป สวนอักษรร้างแหงแก๋

    ป.ล. ท่านดิน ข้าพเจ้าทำตามวิธีที่ท่านบอกแล้วนะ แต่ไม่สำเร็จเจ้าค่ะ ไม่รู้เป็นเพราะข้าพเจ้ามีเขาบนหัว หรือท่านจำผิดก็ไม่รู้


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: