Posted by: ningnung | January 10, 2008

บ้านพูดได้

Le case parlanti

Le case possono parlare
se qualcuno ha tempo e voglia
di starle ad ascoltare.
Naturalmente
bisogna fare
la domanda giusta.
Allora aprono il rubinetto.
Si lamentano perche’
stanno troppo allo stretto.
Aria, aria, qua si soffoca.
Una e’ troppo alta,
le gira la testa:
tiratemi giu’, vorrei avere la testa sottoterra.
C’e una casa impazzita
all’angolo della piazza.
Voleva bene a un gatto,
e’ morto sotto un’auto.
Di notte si lamenta
da tutte le finestre chiuse.
Case nuove, vispe,
ottimiste:
hanno deciso che faranno
un grande viaggio.
Poverette, se sapessero
che non andranno nemmeno
in campagna la domenica…
La gente non porta piu’
a spasso la sua casa.
Una volta lo faceva?
Boh!
Una casa non morde,
non c’e nemmeno bisogno
della museruola e del guinzaglio.
Portarla a prendere aria,
sui laghi.

บ้านพูดได้

บ้าน… นั้นพูดได้
หากว่าใครมีเวลา
มุ่งมาดปรารถนา
ที่จะอยู่เพื่อฟังมัน

โดยธรรมชาติแล้ว
มันเจื้อยแจ้วอย่างสุขสันต์
สุขทุกข์เล่าแบ่งปัน
หากคำถามนั้นถูกใจ

ตอนนี้มันเปิดก๊อก
เสียงค่อก ค่อก น้ำไม่ไหล
มันบ่นว่าใครๆ
ต่างก็ใช้น้ำสิ้นเปลือง

แค่ก แค่ก อากาศพิษ
หายใจติดหน้าซีดเหลือง
อยู่สูงเกินชำเลือง
พาลหน้ามืดจะเป็นลม

“เอาฉันนอนลงที
ซบธรณีให้สุขสม”
อีกหลังก็ตรอมตรม
แทบคลั่งบ้าด้วยอาลัย

หัวมุมจัตุรัส
มองเห็นชัดแมวสหาย
ถูกรถยนต์ทับตาย
ปิดหน้าต่างครางทั้งคืน

บ้านใหม่เปี่ยมชีวา
มองโลกาท้าทนฝืน
ครุ่นคิดต้องหยัดยืน
เดินทางมุ่งขอบฟ้าไกล

บ้านเอยสงสารเจ้า
คงซึมเซากันใช่ไหม
ชนบทไม่เคยไป
ในวันหยุดสุดสัปดาห์

สักครั้งหนึ่งไม่เคย
คนนิ่งเฉยไม่เคยพา
บ้านเที่ยวกันเลยหนา
ให้มันนั้นสำราญใจ

บ้านไม่เหมือนสุนัข
มันไม่กัดยามเฉียดใกล้
ต้องครอบตะกร้อไว้
หรือมีสายให้ลากเดิน

พาบ้านเที่ยวกันหน่อย
มันคงพลอยจะสรรเสริญ
รับลมเล่นเพลินเพลิน
ทะเลสาบมันอยากไป!

*****
ผู้เขียน: Gianni Rodari
ภาพประกอบ: Francesco Altan
ชื่อเรื่อง: Il secondo libro delle filastrocche
ผู้ถอดความ: Nungning


Responses

  1. ข้าพเจ้ากลับมาปัดกวาดเศษไม้ใบหญ้าให้แล้วนะ
    เชิญพวกท่านใช้บริการได้ตามอัธยาศัย

    ส่วนเจ้าของสวนฯ ขออนุญาตไปเปิบข้าวเหนียวส้มตำก่อนล่ะ ซู้ดดดด!

    อ้อ..สำหรับบทกวีภาษาอังกฤษที่ท่านพี่อานันท์อุตส่าห์นำมาแปะไว้ให้ข้าพเจ้าช่วยแปล ข้าพเจ้าขอติดไว้ก่อนนะเจ้าคะ เอาไว้วันไหนมีความร้ากกกกกจะลองแปลดู เผื่อจะซาบซึ้งเหมือนต้นฉบับ ตอนนี้ข้าพเจ้ามีแต่อารมณ์หงุดหงิดและง่วงเหงาหาวนอน แฮ่!

    ป.ล. ระยะนี้ข้าพเจ้าอาจไม่ได้เขียนพร่ำเพ้อพรรณนาเล่าอะไรให้พวกท่านฟังได้ยืดยาวนัก นอกจากปวดหลังแล้ว ข้าพเจ้าปวดตาเจ้าค่ะ น้ำตาไหลเป็นนางเอกมิวสิควีดีโอทุกวัน

    แม้จะไม่ได้ฝากถ้อยอักษรไว้ตามมุมสวน แต่โปรดรับรู้ไว้ว่ายังระลึกถึงพวกท่านเสมอ

  2. โอ…สังขาร
    ไม่เที่ยง…
    โอ..
    โอ..

  3. อืมม์ม์ม์

  4. หนุงหนิงเอ๋ย งั้นข้าเจ้าก็คุยกับบ้านทุกวัน

    โดยเฉพาะวันเสาร์เย็น ที่ริมระเบียง

    ป.ล.

    ลองแปลภาษปะกิด ที่ฝากไว้หน่อยเป็นไร Longer น่ะ

  5. วันนี้ตั้งใจจะนั่งเขียนหนังสือ มีเรื่องราวมากมายอยากบอกเล่าให้ฟัง
    แต่แพ้ความขี้เกียจ เลยนอนอ่านหนังสือและเผลอหลับไปสองงีบใหญ่ๆ
    งานสวนฯ เลยไม่เดินหน้าไปถึงไหน

    ระหว่างการนอนกลางวันในห้องรับแขกอันร้อนระอุ ข้าพเจ้าถูกปลุกเป็นระยะๆ ด้วยเสียงโทรศัพท์

    รอบแรก ไม่ตื่นมารับ ใครฟะ โทรมาไม่รู้จักเวล่ำเวลา คนกำลังนอน(กลางวัน)
    รอบสอง รับก็ได้ ตื่นแล้ว แต่ดันโทรผิด
    รอบสาม แฮ่มมมม รับก็ได้ นอนเริ่มอิ่มแล้ว เพื่อนโทรมาบอกว่าแฟนเก่าฝากข้อความมาถึงว่าอีกห้าปีจะโทรมาหา หวังว่าข้าพเจ้าคงยอมคุยด้วยแล้ว เมื่อข้าพเจ้าฝากบอกกลับไปว่า กรุณาปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่อย่างสงบเถิด อย่าเบียดเบียนกันอีกเลย เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้าใจร้าย (!!!) และขอร้องให้ข้าพเจ้าเลิกเก็บตัว และอย่าอยู่ในโลกของตัวเองมากเกินไป

    โอ้หนอ… ข้าพเจ้าฟังแล้ว รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนมีปัญหาเสียเหลือเกิน สมควรได้รับการบำบัดโดยเร็ว

    การที่ข้าพเจ้าชินกับการอยู่คนเดียว มีความสุขได้ด้วยตนเอง กลายเป็นคนประหลาดในสายตาของคนอีกกลุ่มหนึ่งไปเสียแล้ว

    ข้าพเจ้าอยากบอกว่านึกถึงพวกท่านจริงๆ (ว่ะ)
    จะมีสหายกลุ่มใดเข้าใจข้าพเจ้ามากกว่าพวกท่านนั้นไม่มี

    ป.ล. ท่านพี่เรื่องงานแปลภาษาปะกิต รอหน่อยนะ ขอเวลาประเดี๋ยว ช่วงนี้ตารางชีวิตยังไม่เข้าที่เจ้าค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมาก ข้าพเจ้าไม่ได้แต่งกลอนรักมานานแล้ว ไม่รู้จะแต่งออกหรือเปล่า

  6. ไม่ทราบเพื่อนหมายถึง..นอนน้อย ๆ ลงหน่อย หรือเปล่าขะรับท่านย่าที่เคารพ–(ขออนุญาตสัพยอก..🙂 )

  7. ไม่รับโทรศัพท์
    ชอบนอนกลางวัน
    ไม่ให้อภัยเพื่อนเก่า…ใจร้าย (!!!)

    อืมม์ เริ่มปกติดีแล้ว

    ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว
    มีความสุขกับการได้เป็นตัวของตัวเอง

    อืมม์ อีกหน่อยก็เป็นแมงกะจั๊ว!

  8. ใครว่า..
    จิ๊กกะจุ่นต่างหาก!

  9. อิอิอิอิ

    มิน่า มิน่า…

    แฟนเก่าเพื่อนโทร.มากวนประสาทเพื่อน

    มิน่ามิน่า…เพื่อนท่านขอคำปรึกษาผิคนแว้ววววว

    อิอิอิอิ

    เลิกนอนกลางวันเสียเถิด…

  10. อ่านความเห็นของพวกท่านแล้ว สงสัยข้าพเจ้าจะเขียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ฮ่า ฮ่า

    พวกท่านเข้าใจตรงกันเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องข้าพเจ้าชอบนอนกลางวัน (และชอบฝันกลางวันด้วย อุอุ)

    ส่วนเรื่อง “แฟนเก่า” “เพื่อนเก่า” “เพื่อนแฟน” “แฟนเพื่อน” “เพื่อนแฟนเก่า” “แฟนเก่าเพื่อน” ฯลฯ นั้นพวกท่านเข้าใจกันไปคนละทาง ทำให้ข้าพเจ้าสำนึกได้ว่านี่คือโทษฐานของการไม่ขยันขีดเขียน เลยไม่สามารถสื่อความได้กระจ่าง

    คืออย่างนี้เจ้าค่ะ ข้าพเจ้าเคยมีแฟนอยู่คนหนึ่ง (พอเลิกคบกันก็เปลี่ยนสรรพนามไปเป็น “แฟนเก่า” ใช่ไหมท่าน) เลิกกันไปหลายปีแล้วด้วยเหตุผลคลาสิค คือ ข้าพเจ้าดีเกินไป (อิอิ ย้อเย่น เขาไปเจอคนใหม่เจ้าค่ะ) อย่างไรก็ตาม เราจากกันด้วยดี ข้าพเจ้าไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรมากนัก อาจเป็นเพราะไม่ได้รักเขาแล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันนั้นพอกลับถึงห้อง ข้าพเจ้าร้องไห้แค่ห้านาที และเศร้าใจอยู่สองคืน (ส่วนตอนกลางวันไม่มีเวลาเศร้าเลยเพราะงานยุ่งมาก) จากนั้นชีวิตก็กลับมาเป็นปรกติ และลืมชายผู้นั้นไปเลย (บอกแล้วว่าเป็นปลาทอง อิอิ)

    หลังจากแยกทางกันไป แฟนเก่าข้าพเจ้าเพียรโทรมาหาหลายครั้งหลายครา ทั้งๆ ที่ตนเองก็มีแฟนใหม่ไปแล้ว(โทรมาช่วงเวลาทำงาน โทรหลังเลิกงานไม่ได้เพราะแฟนคุมแจ) และพยายามนัดเจอข้าพเจ้าให้จงได้ แต่ข้าพเจ้าก็ปฎิเสธทุกครั้ง เพราะรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องเจอกันอีก ที่สำคัญแฟนใหม่ของเขาก็ขี้หึง(และหวงเอามั่กๆ) แต่เมื่อถูกตื๊อบ่อยๆ เข้า ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจออกไปเจอ(และหนีบเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน)โดยคิดว่าถ้าออกไปเจอแล้วเรื่องจะได้จบๆ กันไป จะได้ไม่โทรมารังควานข้าพเจ้าอีก

    แต่เหตุการณ์หาได้จบลงง่ายๆ เช่นนั้น แฟนเก่าของข้าพเจ้ายังโทรมาไม่เลิก และขอเจอข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าบอกปฎิเสธ (ข้าพเจ้าไม่ยอมเสียโง่อีกแล้ว) แต่แฟนเก่าไม่เคารพในการตัดสินใจของข้าพเจ้า เขาแอบมาดักรอข้าพเจ้าหน้าที่ทำงานถึงสองครั้ง และขับรถตามข้าพเจ้าตอนข้าพเจ้านั่งรถไปเรียนโทที่ธรรมศาสตร์ (ท่านลองนึกสภาพ ข้าพเจ้าวิ่งลงจากรถสองแถว โบกรถแท็กซี่ ให้คนขับแท็กซี่ขับรถพาหนี เหมือนในละครหลังข่าวภาคค่ำไม่มีผิด) ข้าพเจ้าโกรธและรังเกียจการกระทำนี้เอามากๆ รู้สึกตนเองถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพ (บอกตรงๆ ว่าวันนั้นข้าพเจ้ากลัวมาก เหมือนโดนคนโรคจิตตามล่า) นับแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ไม่คิดจะญาติดีกับชายคนนี้อีก อย่าว่าแต่เห็นหน้าเลย แม้แต่เสียงก็ไม่อยากได้ยิน

    หลังจากวันนั้นเขาได้เบอร์มือถือข้าพเจ้าจากเพื่อนคนหนึ่ง และโทรมาหาข้าพเจ้าอีก เขาโทรมาบอกว่าเขาได้ลูกชายแล้ว และยังอยากเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้าเหมือนเดิม แต่ข้าพเจ้าก็บอกเขาไปว่าแม้แต่ความเป็นเพื่อน ข้าพเจ้าก็ให้ไม่ได้ และบอกให้เขาเลิกโทรมาเสียที

    เราเจอะเจอกันอีกสองสามครั้งตามงานแต่งงานของเพื่อนๆ พี่ๆ ในชมรมค่ายฯ และครั้งล่าสุดในงานคืนสู่เหย้าชมรมฯ (เขาเป็นรุ่นพี่ชมรมค่ายฯ เจ้าค่ะ) แฟนเก่าข้าพเจ้าพยายามเข้ามาทักทายข้าพเจ้าทุกครั้งที่มีโอกาส ส่วนข้าพเจ้า คงไม่ต้องบอก หลบทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน

    เมื่อวานนี้เอง ข้าพเจ้าได้ยินคนเอ่ยชื่อเขาอีกครั้ง เพื่อนคนหนึ่งในชมรมโทรมาหาข้าพเจ้า และบอกว่าเจอแฟนเก่าข้าพเจ้า เขาฝากบอกเพื่อนข้าพเจ้ามาว่าอยากโทรมาหาข้าพเจ้า แต่กลัวข้าพเจ้าไม่คุยด้วย จึงคิดว่าจะรออีกสักห้าปี เผื่อข้าพเจ้าจะยอมใจอ่อน ข้าพเจ้าจึงฝากบอกกลับไปว่าไม่ต้องโทรมา ไม่อยากคุยด้วย ไม่ว่าจะห้าปี สิบปี…

    นี่เป็นประเด็นแรกที่ข้าพเจ้าอยากระบายให้พวกท่านฟังเจ้าค่ะ
    เพื่อนข้าพเจ้าไม่เข้าใจข้าพเจ้า แถมว่าข้าพเจ้าใจร้าย
    ข้าพเจ้าผิดด้วยหรือ? (แต่ถึงผิด ข้าพเจ้าก็ไม่แคร์หรอก อิอิ)

    ส่วนอีกประเด็นที่อยากระบาย คือเรื่องที่เพื่อนข้าพเจ้าตัดพ้อว่าทำไมข้าพเจ้าจึงไม่ออกมาพบปะเพื่อนฝูง เก็บตัวอยู่ในโลกของตนเองแต่เพียงลำพัง

    ถ้าวงกลมเปรียบเสมือนเวลา ข้าพเจ้าแบ่งวงกลมออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ เวลาสำหรับการทำงาน เวลาสำหรับคนรัก(ถ้ามี) เวลาสำหรับครอบครัว(พ่อแม่พี่น้อง) เวลาสำหรับเพื่อนฝูง และเวลาสำหรับตัวเอง

    สัดส่วนในแต่ละช่วงเวลาย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย
    ในวัยลงเสาเข็มก่อนขึ้นคาน ข้าพเจ้าแบ่งเวลาไว้ดังนี้
    – ตัวเอง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ (การพักผ่อน งานอดิเรก ออกกำลังกาย-ใจ อยู่นิ่งๆ ฯลฯ)
    – งาน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ (หนีไม่พ้น ไม่ทำก็อดตาย)
    – เพื่อน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ (แต่อย่าลืมเพื่อนมีหลายกลุ่ม ต้องแบ่งๆ กันหน่อย)
    – ครอบครัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์
    – แฟน ๐ เปอร์เซ็นต์ (เอาไว้หาได้ จะแบ่งเวลาให้เพิ่มนะ)

    ดังนั้นถ้าใครคิดจะเป็นแฟนหรือเพื่อนข้าพเจ้าในช่วงนี้ก็ต้องทำใจกันหน่อย
    เพราะในช่วงวัยนี้ ข้าพเจ้าแบ่งเวลาให้สำหรับตัวเองมากเป็นพิเศษเจ้าค่ะ
    ใครอย่าแหยมก้าวล้ำเขตแดนความเป็นส่วนตัวเข้ามาเชียว บอกได้คำเดียวว่า “เลิกคบ”

    เขียนไปเขียนมา รู้สึกตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างไรชอบกล แหะ แหะ
    แต่เชื่อว่าบรรดาเหล่าท่านคงไม่แตกต่างจากข้าพเจ้าเท่าไหร่
    อย่างน้อยก็ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเหมือนกันแหละน่า ใช่มั้ย? ใช่มั้ย?

    ป.ล. โม้มาก ชักปวดหลัง ว่าจะไปเคาะประตูทักทายพวกท่านตามบ้านสักหน่อย สงสัยต้องไปวันอื่น ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ

  11. กระจ่าง และชัดเจน…อิอิ

    ว่าเรื่องแก่ไม่แก่ แนะนำท่านย่าอ่านหนอนในตระกร้าของพี่วินทร์ด่วย!!

    นิยายรักเรื่องนี้ ไม่เน่านะ

    เพราะท่านเขียนจากเรื่องจริง

    หมอนั่นน่ะ มันบ้า

    จริง ๆ นะ

    0 เปอร์เซ็นต์ นะ ก็ไม่สมควรได้

  12. เข้าไปอ่านแล้วเจ้าค่ะ

    “แก่ก็เป็นอิสระได้”

    ชอบประโยคนี้จัง

    ขอบคุณพี่อานันท์มากเจ้าค่ะ ให้เพิ่มหนึ่งเปอร์เซ็นต์เอ้า!

  13. อื้อ ฮือ!

    อ่านเรื่องที่ท่านย่าถูกไล่ล่าตัวและหัวใจแล้ว
    นึกถึงพี่เจสัน บอร์น ตอนถูกมือสังหารตามล่าก็ปานกัน

    สุดยอด!

    ตาหมอนั่นก็สุดยอดจริงๆ
    วางแผนพิชิตใจล่วงหน้าตั้งห้าปี
    หมอคงกะว่าถึงครานั้น จิตใจของอิสตรีนางนี้จะต้องอ่อน
    แต่เขาคงลืมไปกระมังว่า หล่อนเป็นสตรีเหล็ก!
    (ที่กำลังจะขึ้นคาน เอ๊ย! ขึ้นสนิมแล้วล่ะ)

    ครับ
    เห็นด้วย
    จะแก่หรือไม่ก็ตาม
    ล้วนเป็นอิสระได้เหมือนกัน
    หากไม่กักขังหัวใจเอาไว้ในกรอบกรง
    เรื่องบางเรื่องไม่เห็นจะสงวนไว้เฉพาะคนแก่เลยนี่เน๊าะ
    “แก่มะพร้าว ห้าวตะโก” อาจจะโง่กว่าละอ่อนที่สอนเดินบางคนก็ได้

    สุดท้าย
    0% เจียวหรือ
    วาว วาว วาว วาว วาว
    ปลอดไขมันในหัวใจถึงปานนี้
    เห็นทีจิตใจคงจะแห้งแล้งลงทุกวันๆ แหง๋มๆ

    คนอาร้ายยยยย!
    ไร้ไขมันรักในหัวใจสิ้นดี!!

  14. โอ..ฟังแล้วสะทกสะท้านอยู่ครามครัน
    จุดเปราะบางหนึ่งของอิสตรีคือรู้ว่ามีใครสักคนคอยเป็นห่วง
    แม้จะเป็นคนหรือสถานะภาพที่มิได้นิยมด้วย
    ยามโลกสุขสงบหาได้เป็นผลอันใด

    แต่หากยามใดเกิดเหตุทุกข์ใจ มรสุมชีวิตโหมกระหน่ำ หันทางไหนพบเจอแต่โลกเลวผู้คนร้าย ไร้คนเข้าใจ การปรับทุกข์กับเพื่อนสนิท ครอบครัวกลับหาผ่อนเบาบรรเทาลงได้

    ถึงยามนั้นก็จะก้าวลงในบ่วงคนคอยเป็นห่วง

    ขอท่านย่าคราดแคล้วด้วยเถิด

    คนคอยเป็นห่วง(อีกคน)อิ อิ อิ อิ

    หลานก้นกุฏิ

    อยู่นิ่ง ๆ
    อืมม์
    อยู่นิ่ง ๆ
    อยู่นิ่ง ๆ

  15. คลาดแคล้ว ท่านพี่

    555 คราด นั้นไว้ให้ท่านย่าปรุงแต่งสวนเถิดขอรับ

  16. สวัสดีเจ้าค่ะท่านสอฯ
    ข้าพเจ้าเพิ่งแวะไปเขียนโน้ตแปะถึงท่านที่หมู่บ้านชาวเลของท่านดิน
    แวะกลับมาอีกที เจอะท่านดินมานั่งหน้าเป๋อเหล๋ออยู่ที่นี่
    บ๊ะ!! โรคจิตหรือเปล่านี่ ชักกลัว อิอิ

    อย่ายกให้ข้าพเจ้าเป็นสตรีเหล็กเลยเจ้าค่ะ
    ข้าพเจ้าดูภายนอกอาจจะดูแข็ง ฝีปากกล้า
    แต่จริงๆ แล้วขี้สงสารและใจอ่อนเป็นที่สุด
    จึงต้องอาศัยกระดองห่อหุ้มซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใน

    เรื่องหัวใจตอนนี้เป็น 0 เปอร์เซ็นต์จริงๆ เจ้าค่ะ
    ไม่มีใครย่างกรายเฉียดเข้ามาในห้องหัวใจ
    จะว่าแห้งแล้ง ก็แห้งแล้ง แต่ไม่มีทุกข์

    เขาบอกว่าความรักก็เหมือนเม่นสองตัวอยู่ใกล้ชิดกัน
    ต่างฝ่ายต่างโดนหนามแหลมทิ่มแทง อาจจะอบอุ่น ทว่าเจ็บปวด
    ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นเม่นและไม่อยากถูกแทง เสียววววว อิอิ

    ป.ล. ผลการตรวจสุขภาพของข้าพเจ้าระดับคาเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่าปรกติ คงเป็นเพราะไร้ไขมันในหัวใจนี่เอง

    อู้งานสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิน

    ถ้าเขาโทรมาเพราะความเป็นห่วง ข้าพเจ้าอาจรู้สึกดี
    แต่ทว่า…ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ

    ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขาเห็นแก่ตัวเกินไป
    เขาโทรมาเพียงเพราะต้องการเพื่อนที่คุยกันได้ทุกเรื่องและเข้าใจเขา
    เขาบอกว่าแฟนใหม่ของเขาให้เขาไม่ได้ในจุดนี้
    เขาคิดถึงแต่ตัวเอง แต่ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของข้าพเจ้าและแฟนเก่าของเขาเลย
    คงไม่มีผู้หญิงคนไหนดีใจที่แฟนตัวเองยังติดต่อกับแฟนเก่าอยู่

    ขอบคุณสำหรับความห่วงใยเจ้าค่ะ
    เพิ่มให้อีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์เอ้า!

  17. แว๊บๆ หลบงานมาสวัสดิ์ขอรับ
    อะ เป็นหวัด งอมแงม จนไม่ได้เข้ามาแวะหลายเพลา
    ไม่นึกว่า สหายย่าหนุง มีเรื่องรบกวนใจมากมายปานนี้

    ผมว่าการเห็นแก่ตัวไม่เห็นเสียหายอะไรนะขอรับ
    หากการเห็นแก่ตัวของเราไมไปรบกวนใคร (หากเห็นแก่ตัวโดยไปรบกวนผู้อื่นนี่มัน….แย่มักๆ)

    คนเรารักตัวเองทุกคน
    แต่ไม่ทุกคนที่รักตัวเองเป็น ขอรับ

    และผมค่อนข้างชื่นชมคนประเภทนี้

    คนที่รักตัวเองเป็นแม้อยู่คนเดียวก็มีความสุขและเป็นที่รักของมิตรสหาย
    แม้อยู่เป็นครอบครัวก็เผื่อแผ่ความสุขให้คู่ชีวิต

    ผมก็เป็นคนหนึ่งที่หวงแหนเวลาส่วนตัวมาก ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากมาย
    การมีชีวิตคู่ไม่ได้ทำให้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงขอรับ
    เพี่ยงแต่ทำให้เราต้องปรับตัวเองให้บริหารเวลาให้ดีขึ้นมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้นขอรับ

    แบบไหนก็ดี อยู่ที่เรารักตัวเองให้เป็น

    แต่ตอนนี้ผมเห็นเหมือนท่านดินขอรับ

    อยู่นิ่ง ๆ

    อืมม์

    อยู่นิ่ง ๆ
    อยู่นิ่ง ๆ

  18. ขอบคุณขอรับพี่ท่านกะปิตันโจ
    ข้าพเจ้าก็โดนภูมิแพ้เล่นงานซะอ่วมอรชรเลยขะรับท่านอัม คิดไม่ออกเขียนไม่ได้มาห้าวันเข้าให้แล้ว เขียนไม่ได้ยังพอทำเนา แต่ไม่อาบน้ำมาห้าวันคันหัวคันเนื้อคันตัวไปหมดเจียวทั่ลล์ (ได้กลิ่นบ้างเปล่า?)

    อืมม์
    อยู่นิ่ง ๆ

  19. หัวค่ำสวัสดิ์เจ้าค่ะคุณอัมโปะ

    ฮัดเช้ย!!! (ใครไม่ได้อาบน้ำฟะ)

    โอ๊ะโอ๋ ไม่ได้คุยกันแป๊บเดียว เป็นหวัดไปซะละ พักผ่อนเยอะๆ นะเจ้าคะ
    ถ้าหายแล้วก็อย่าลืมออกกำลังกาย ร่างกายจะได้แข็งแรง (เรื่องฟิตร่างกายไปแข่งวิ่งมาราธอน ผลเป็นอย่างไรบ้างเอ่ย ไม่เห็นเขียนมาเล่าให้กันฟังบ้างเลย)

    “การมีชีวิตคู่ไม่ได้ทำให้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงขอรับ”

    จริงหรือ ขอข้าพเจ้าคิดดูก่อนนะ ติ๊กต่อก ๆ
    นั่นแน่…อย่าหลอกกันเสียให้ยากเลย

    ข้าพเจ้ามีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟังเจ้าค่ะ

    ๐๐๐๐

    วันหนึ่งนางสอางค์ศรีโทรมาปรับทุกข์กับเพื่อนคู่ซี้ของเธอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

    “สามีขอหย่ากับชั้น”

    หลังจากเพื่อนคู่ซี้ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ถึงบางอ้อ
    และสรุปต้นเหตุของสาเหตุเตียงหักครั้งนี้ว่าเป็นเพราะทั้งคู่ให้ความสำคัญกับชีวิตในแต่ส่วนไม่เหมือนกัน

    สามีของสอางค์ศรี:

    -งาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์
    -ตัวเอง ๒๐ เปอร์เซ็นต์
    -ภรรยา ๑๐ เปอร์เซ็นต์
    -ครอบครัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์

    สอางค์ศรี:

    -สามี ๙๐ เปอร์เซ็นต์ (ชีวิตนี้ฉันมีเพียงเธอ เธอไปไหน ฉันไปด้วย เธอทำอะไร ฉันทำด้วย)
    -ตัวเอง ๐ เปอร์เซ็นต์ (บอกแล้วนี่นา ชีวิตฉันสุขเพราะมีเธอ)
    -งาน ๐ เปอร์เซ็นต์ (ที่ไปทำก็เพื่อแก้เซ็งระหว่างรอสามีกลับบ้าน)
    -ครอบครัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ (ติดต่อไว้เผื่อยืมเงินยามคับขัน)

    เมื่อสัดส่วนในส่วน “ตัวเอง” กับ “คนรัก” ไม่สัมพันธ์กันหรือใกล้เคียงกัน ย่อมมีฝ่ายหนึ่งที่รู้สึก “อึดอัด” ในขณะที่อีกฝ่าย “เรียกร้อง ถ้าจะให้ชีวิตคู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง คงต้องปรับสัดส่วนชีวิตให้ใกล้เคียงกัน– คู่ซี้ของสอางค์ศรีให้คำแนะนำไปเช่นนั้น

    ป.ล. ตอนนี้สอางค์ศรียืนยันมาว่า คำแนะนำใช้แล้วได้ผลจริง
    หมายเหตุ: จำลองมาจากเหตุการณ์จริง

    ๐๐๐๐

    ข้าพเจ้าคิดว่าถ้า “คนรัก” แบ่งสัดส่วนความสำคัญในแต่ละด้านคล้ายคลึงกับเรา (โดยเฉพาะในส่วนของชีวิตส่วนตัวและคนรัก) การครองชีวิตคู่ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก

    อย่างไรก็ตาม สัดส่วนในวงกลม อาจเหลื่อมซ้อนกันได้ เช่น งานอดิเรกที่เราชอบ แฟนเราก็ชอบเหมือนกัน ดังนั้น นอกจากจะไม่เสียเวลาส่วนตัวไปแล้ว อาจกำไรเสียด้วยซ้ำ เช่น ชอบเล่นกีฬาเหมือนกัน ชอบกางเต็นท์นอนป่าเหมือนกัน ฯลฯ นอกจากตัวเองจะได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้ว ยังได้ใช้เวลาอยู่กับคนรักด้วย ยิงปืนนัดเดียว ได้นกตั้งสองตัวแน่ะ

    แต่ก็อย่างว่าแหละ คุณอัมโปะเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง
    จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ ข้าพเจ้าขอฟังหูไว้หูก็แล้วกันนะ
    พระพุทธเจ้าเองยังบอกไว้ว่า อย่าเชื่อเพราะได้ยินได้ฟังมา
    เอาไว้ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสพิสูจน์ จะขอถกประเด็นนี้กับคุณอัมโปะอีกครั้ง

  20. บ๊ะ! ท่านอัมเจอไม้สอางค์ศรีเข้า
    แล้วจะมาไม้ไหนล่ะเนี่ย!

    ยืนยันใช้แล้วได้ผลจริงยังกะแผ่นรัดหน้าท้องเทียวนะนั่ลล์

    เอาล่ะ ฝ่ายเสนอกลับขึ้นโพเดี้ยม–แก้งค์!!

  21. นังวาดรูปไปมึนหัวไปจากอาการหวัด ฮัดเช้ย!!! สวัสดิ์ขอรับ
    กะลังจะไปนอนก็อดไม่ได้ขอแวะมาเยี่ยมอีกครา

    ไหนๆก็เริ่มเรื่องแล้วข้าพเจ้าขอคุยต่อเลยแล้วกัน
    ปรกติผมไม่ชอบคุยเรื่องส่วนตัวแต่ ยกนี้ ขอยกเว้นเป็นพิเศษ อะแฮ้ม
    ระฆังส่งเสียง แก๊งค์ พร้อมไม่พร้อมก็ต้องออกจากมุมลูกเดียวล่ะสหาย

    ความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ ผมว่าไม่น่ามองในรูปแบบคณิตศาสตร์ขอรับ
    (น่าจะละม้านคณิตศาสตร์ควอนตัมมากกว่า คือเป็นสมการที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน)

    ผมก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเช่นกันขอรับ

    สามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ และทั้งคู่ต่างก็เป็นเพื่อนของผม
    และผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยไถ่ถามถึงเคล็ดลับการครองคู่ของทั้งสอง

    ‘เคล็ดลับของฝ่ายภรรยา’
    แหมไม่เห็นยากส์ แบงเวลาให้เขาสัก 90% สงวนไว้ให้ตัวเองแค่10%สิจ๊ะ ทำเพื่อเขาให้มากที่สุด

    ‘เคล็ดลับของสามี’
    เอาใจผู้หญิงไม่ยากนะ เขาต้องการเวลาค่อนข้างมาก ผมก็เลยให้เวลาเขาสัก 90%
    ส่วนเวลาส่วนตัวของผมน่ะหรือ ผมก็แบ่งมาสัก80% ให้เวลางานอีกสัก 60% เท่านี้ชีวิตก็ลงตัวนะ

    ที่ผมอยากจะบอกก็คือ เวลาที่เป็นนาทีต่อวันของเราอาจจะมีเท่าๆกัน แต่เวลาของความใส่ใจในเรื่องต่างๆ เราสามารถเพิ่มให้เกิน 100% ได้ขอรับ
    บางทีเราแค่โทรศัพไปคุยในช่วงเวลาและมีคำพูดที่เหมาะสม ใช้เวลาแค่หนึ่งนาที อาจจะรู้สึกดีกว่าการคุยเป็นชั่วโมง

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ได้สนับสนุนว่า มี หรือ ไม่มีแฟน อันไหนดีกว่ากันนะขอรับ
    เพราะอย่างที่บอก ‘เรื่องนี้มันเป็นสมการที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน’

    ส่วนเรื่องวิ่งมาราธอน ล้มเลิกไปแล้วขอรับ
    เป็นเพราะช่วงนั้นผมโหมวิ่งมากเกิน ใครเตือนก็ไม่ฟัง
    ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่งขณะที่กำลังจะยืน ผมทรุดฮวบลงไปนอนกองกับพื้น
    เข่าเสียวแปลบ หมดแรงไปเสียดื้อๆ กว่าจะเดินได้เป็นปรกติก็ใช้เวลาพอดู

    สรุปว่าเข่าเสีย เลยล้มเลิกขอรับ (มีแต่คนสมน้ำหน้าเพราะเตือนแล้วไม่ฟัง ฮา)

  22. แหม…ข้าพเจ้าก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าสัดส่วนทุกอย่างคงที่ตายตัว (แค่เปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้นเอง ในชีวิตจริงคงไม่ใครแบ่งเวลาชีวิตได้เป๊ะๆ ตามนั้น)

    อย่าลืมดูความหมายระหว่างบรรทัดที่ข้าพเจ้าซ่อนไว้สิเจ้าคะ เช่น ในแต่ละช่วงวัย ความสำคัญในแต่ละสัดส่วนก็แตกต่างกันออกไป และสัดส่วนในแต่ละส่วนก็เหลื่อมซ้อนทับกันได้

    ส่วนเรื่องมีแฟน หรือไม่มีแฟนอันไหนดีกว่ากัน
    ข้าพเจ้าว่าขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคลมากกว่าเจ้าค่ะ
    บางคนมีแล้วอาจไม่มีความสุข แต่บางคนมีแล้วอาจสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

    ข้าพเจ้าว่าชีวิตคู่ก็คงเหมือนการใช้ชีวิตทั่วๆ ไปที่มีทั้งสุขและทุกข์
    ช่วงแรกอาจสุขดี เกินสิบปี คำตอบที่ได้อาจไม่ใช่เช่นนั้น
    อย่าลืมว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง

  23. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านอัมนะท่านอัม
    ตอนฟังย่าหนุงกล่าวข้าพเจ้าเทใจให้ท่านย่าเต็มร้อย(ไม่มีแบ่งห้าสิบสี่สิบ) พลั้งอุทาน “อุเหม่! เราเนี่ยช่างคิดตรงกันธรรมชาติโดยแท้!”

    ครั้นมายินทฤษฎีคณิตควอนตัมจากท่านเข้า ข้าพเจ้าเผลออุทาน “อะห้า! เราเนี่ยช่างคิดเหมียนกัลล์ธรรมชาติโดยแท้” (แหะ แหะ รู้สึกจะมีนกอยู่บนหัว)

    หะแรกคิดว่า “เอ่..ท่านอัมง่วงนอน มึนหัว ตาลาย พิมพ์ผิดเปล่าวา เหลือให้ตัวเอง ๑๐ แล้วยังแบ่งได้อีก ๘๐ / ๖๐ ชักไปกัลล์ใหญ่” ที่ไหนได้เป็นสมการที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนนี่เอง! เอาว่า–วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก เป็นเรื่องยึดหยุ่นอ่อนไหว ไม่ควรจำกัดวงใส่แฟคตอเรียลให้ดูเป็นเคร่งครัดไร้ใจไปเสียเช่นนั้น

    เชื่อแน่ว่าท่านย่าเองคงหาได้ตั้งใจให้เคร่งครัด (ดักคอไว้ก่อน) แต่เชื่อเถอะท่านย่าขะรับหากวิถีคิดผิดพลาด ย่อมนำไปสู่เผลอปฏิบัติที่พลาดผิด (อิ อิ เข้าข้างไหนกันแน่ฟะ?)

    เช่นหากตั้งใจตีวงไว้เช่นนั้น(สมมุติสิบเปอร์เซ็น) แล้วตั้งไว้(อีกในใจ)ว่า เอาละบวกลบให้ห้า กากี่นั้งแฟนกันยืดหยุ่นได้ ครั้นวันหนึ่งยึดหยุ่นมาก ๆ เข้า ก็อาจมีเผลอบ่น “นี่ตัวเอง..เรายอมเธอมานานแล้วนะ!” เคยได้ยินไหมขอรับ กลายเป็นร้องทุกข์ไปเสียนั่น ทั้งที่กระทำสิ่งดีเพื่อคนรักโดยแท้ แต่กระทำโดยหาได้ยืนบนฐานคณิตควอนตัมไง อิ อิ อิ (บรรยายถูกไหมทั่นอัม?)

    เอาล่ะโม้ยาวเกินเดี๋ยวจะเสียจรรยาบรรณพิธีกรที่ดี

    ทีนี้ดูที ว่าท่านย่าจะแก้มาท่าใด?
    เรียนเชิญขึ้นโพเดี้ยมขะรับท่านย่าผู้มีวาจาเป็นอาวุธ–แก๊งค์!) ) ) (ขอบคุณท่านอัม คราวก่อนตีผิด เสียงดัง แก้งค์)

    ปล. กรณีเรื่องส่วนตัวเห็นด้วยเต็มหัวใจขอรับ นี่คือสื่อสารธารณะที่กำเนิดใหม่ในทศวรรษร่วมสมัยของเรา ผู้คนกำลังสับสนกับการใช้สื่อชนิดนี้ นำความเป็นสาธารณะส่วนตัวมาปะปนกันให้มั่วไปหมด

    ผู้น้อยคิดเห็นเพียงง่าย ๆ เรื่องส่วนตัวพึงเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากเรื่องส่วนตัวนั้น ๆ พอจะมีประโยชน์ต่อสาธารณะจงพึงกลั่นกรองออกมาในรูปแบบสาธารณะเพื่อยังประโยชน์ต่อชนหมู่มาก ปัญหาก็คือกลั่นกรองนำเสนอในรูปแบบสาธารณะนั้นเป็นเช่นไร?ทำอย่างไร? มีขอบเขตแค่ไหน? ผู้น้อยสงกะสัย เลยลองผิดลองถูกเริ่มจากบ้านป๋าไอซ์มาสวนย่าหนุงจนทุกวันนี้ล่ะขะรับ

    เอาง่าย ๆ กรณี เจสัน บอร์น ที่ท่านย่ากรุณาประจงสะเปร(เขียนไงหว่า)ฝอยน้ำหมากเล่าให้หลาน ๆ ฟัง เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างแน่นอน

    แต่หากไม่มีเรื่องนั้นเล่านำ มีหรือจะนำมาสู่ควันตั้มเทเลวิชั่น เอ้ย คณิตควอนตัม ที่เปิดตาตี่ ๆ ของข้าพเจ้ามองเห็นเงาอดีตตนเองแจ่มชัดขึ้น (แล้วก็เห็นว่าข้าพเจ้าผิดพลาดไปตรงไหนบ้าง) (ขอบคุณขอรับท่านอัม)

    เอาล่ะ เสียจรรยาบรรณจริง ๆ เลยข้าน้อย

    ท่านย่า–แก๊งค์!) ) ) )

  24. อ้าว! เฮ้ย!
    เขียนนานไปหน่อย เจอคนแก่ปาดหน้าซะนั่น!

    ซินญอเจ้านายขะร้าบบบบ!!
    มีคนแว่บเข้าเน็ตเวลางานอีกแล้วขะร้าบบบบบบบบบบบบบบบ!!!!

    อุเหม่

    จะรอพิธีกรสักหน่อยก็ไม่ได้!

    ลืมไปเรื่องหนึ่งขอรับท่านอัม (สำคัญมั่ก)

    ข้าพเจ้าเคยบ้ามาราธอน (ตอนนั้นพยายามเอาชนะภูมิแพ้)
    วิ่งที่สวนลุมฯ ทุกเย็นเทียวขอรับ วิ่งแล้วสนุก ยิ่งสวนลุมฯ ด้วยแล้ว
    มีทางวิ่งบอกระยะ มีเพื่อนวิ่งที่เป็นนักวิ่งมาราธอนตัวจริง เห็นหน้ากันหลายวันเข้า เขาจะวิ่งขึ้นมาเคียงขะรับ แล้วช่วยแนะนำให้ “น้องอย่ายกเท้าสูง ปล่อยให้โมเมนตั้มหมุนเป็นวงต่อเนื่องสม่ำเสมอส่งถ่ายจากซ้นเท้าไปปลายเท้า”

    จากวิ่งโยกตัวหยองแหยงเป็นนักมวยวิ่งพลางแย็บพลาง ค่อยค่อยกลายเป็นวิ่งนิ่ง ร่างเคลื่อนไปข้างหน้าราวล่องลม

    ผ่านกันก็ยกมือทักทายกัน เป็นบรรยากาศที่น่าวิ่งนัก

    แต่ข้าพเจ้าในวัยนั้น(บัดซบสิ้นดี) ใจร้อนอยากวิ่งได้ระยะทาง ได้เวลาไว ๆ สุดท้ายเสียวแปล้บที่เข่า จากนั้นค่อย ๆ บวมจนเดินไม่ได้ หมอจิ้มไซริงชักกระบอกดูดน้ำเหลืองออกมาได้ขันเบ้อเร้อพลางบอกเป็นรูมาตอยด์ เกิดจากกระดูกอ่อนเสียดสีกันจนอักเสบ ไม่ก็เกิดจากเชื้อ

    ข้าพเจ้าใช้ไม้ค่ำช่วยเดิน ทำกายภาพบำบัดอยู่สามเดือนจึงได้เดินเป็นปกติ แต่โรคนี้รักจริงหวังแต่งเกาะติดข้าพเจ้ามาจนทุกวันนี้ ยืนเดินต่อเนื่องสักชั่วโมงเข่าจะเริ่มประท้วงส่งอาการเสียวแปล้บไปนั่งหน้าสภาขี้เลื่อย

    โลกมาราธอนที่ข้าพเจ้าเคยรักเสียเป็นนักเป็นหนา เพราะเป็นกีฬาที่แข่งกับตัวเอง ไม่ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามให้งอกงามขึ้นในจิตใจ คิดว่าเป็นกีฬาที่เหมาะกับหัวใจขี้แพ้ของข้าพเจ้าที่สุดแล้ว ต้องอำลาจากกันแต่บัดนั้น แม้จะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาพบพานกันอีก

    ทุกวันนี้ข้าพเจ้ากำลังซ่อมหมากเก็บมาราธอนอยู่ขอรับ

    บทเรียนสอนให้รู้ว่าค่อย ๆ ซ่อม ไม่ต้องเร่งรีบ หมากเก็บต้องใช้หลังมาก นั่งเป็นเวลานาน หากหลังเกิดเป็นรูมาตอยด์ขึ้นมาอีก ข้าพเจ้าคงต้องไปนอนมาราธอนในกล่องไม้ฉ่ำฉา ท่าจะไม่ดีแน่

    แฮ่ แฮ่ ลาแล้วขะรับ

    คารวะ

  25. ผิดจนได้
    ซ่อม —> ซ้อม

  26. ท่านดิน
    ช่างยุแยงตะแคงรั่วดีจริงนะท่าน

    ดีเจ้าค่ะดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุยกัน
    ความรู้จะได้แตกยอดออกไปเรื่อยๆ

    แต่หากคุยเรื่อง “คณิตศาสตร์ควอนตัม” กับเด็กอักษร
    ข้อยบ่เข้าใจเด้ออ้าย อิอิ

  27. ก็จริง…อย่างท่านอัมว่า

    ผมเองยังมีเวลาเป็นส่วนตัวเหมือนเดิม เพียงแต่ลดน้อยลง

    ลดเพราะ ต้องเอาเวลาบางส่วนไปทำกับข้าว ล้างจาน ดูดฝุ่น

    ฯลฯ โอ๊ยยยยยสารพัดสารเพ

    ทว่า ผมไม่รังเกียจหรอกนะ–เต็มใจ

    บอกแล้ว ชีวิตคู่น่ะ มันต้อง…ต้องอะไรหว่า?…

    อิอิอิ

    ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ต้องหันหน้าเข้าหาหัน เหมือนช้างนั่นไง

    เฮ้อ ไปได้น้ำขุ่นๆ ไม่ดิ เหลืองอำพัน!!!


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: