“เอาล่ะ มาเรียกราเซีย ลองรองเท้าดูสิจ้ะ หลวมไปเหรอ, ฮึ? ไป๊, กลับไปนอนได้แล้วล่ะแม่สายลับน้อยของแม่ เดี๋ยวแม่ลองรองเท้าจิ๋วนี่เอง”
“ แต่คุณเมทิลเดครับ คำสั่งนี้เฉพาะพวกเด็กๆ นะครับ”
“อ๊ะ, อย่า ไม่ง่ายเกินไปหน่อยเหรอที่พวกคุณจะทำยังไงก็ได้กับเด็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสา นี่, มาทำกับชั้นนี่”
“ได้โปรดเถอะครับ เดี๋ยวรองเท้าผมพังหมด!”
“ชั้นเนี่ยนะจะทำพัง? ตัวชั้นเบายังกะขนนก หนักแค่ร้อยสิบสองโลเอง สักวันชั้นจะขึ้นเวทีธิดาปืนใหญ่ แล้วไปโชว์ตัวตามงานแฟร์ หาเงินได้มากกว่าพวกสาวใช้บางคนซะอีก”
เสียงหัวเราะดังลั่นบันไดเรียกให้คนที่อาศัยในอพาร์ทเมนท์อีกไม่กี่คนที่ยังไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ออกมายังชานพักบันได ในบรรดาคนเหล่านั้นมีนางเชชิเลีย เปาโล และริต้ารวมอยู่ด้วย
(มีต่อ)
****
หมายเหตุ:
ชื่อเรื่อง: La Torta in Cielo
ผู้แต่ง: Gianni Rodari
ผู้แปล: Nungning
อ่านฉบับต่อเนื่องได้ที่ “เรือนเพาะชำ”
ธิดาช้าง!
By: ธุลีดิน on January 17, 2008
at 06.01
เช้าไม่เช้าสวัสดิ์ขอรับท่านย่าที่เคารพรัก
คนมันจะซวย อย่างไรก็ซวย!
อย่างเพิกเบิ่งตาโตเป็นไข่นกกระทาขะรับ หาได้ว่าใคร ตัวผู้น้อยเองแหละ
ข้าพเจ้าระบายเลยนะ..นะ..นะ
(ท่านโดดงานเข้ามาอย่าเพิ่งอ่านเก็บไว้อ่านที่ชาเล่ท์ก็ได้)
ซวยแรก : ต้องพาคนงานก่อสร้างไปดูไม้ ข้าพเจ้าแพ้กลิ่นใครนั่งในรถมีกลิ่นแรง ๆ ไม่ได้ (ไม่ว่ากลิ่นหอมกลิ่นไม่หอม) แล้วคนงานน่ะมีแน่ แต่ส่วนมากพวกเขาจะกระโดดขึ้นกระบะโดยไม่ต้องบอกกล่าว รายนี้เปิดประตูขวับขึ้นข้างหน้าเลยขอรับ ข้าพเจ้าตาเหลือกจะบอกให้ไปนั่งกระบะก็จะดูเหมือนรังเกียจเขา ซึ่งไม่เกี่ยวเลยสักน้อยนิด ข้าพเจ้าเป็นภูมิแพ้!(แล้วจะไปอธิบายให้ใครเข้าใจ) ได้แต่หุบปากไว้
แต่เจ้าประคุณท่านย่าเอ๋ย
กลิ่นเหล้าเถื่อนเหล้าขาวฟุ้งมา ข้าพเจ้าสูดปื๊ดเดียวหมดสภาพ รีบปิดแอร์เปิดกระจก เอาจมูกไปไว้นอกรถขับมันไปอย่างนั้น
เย็นนั้นเริ่มออกอาการ คอเจ็บหนัก
ซวยสอง : รุ่งสางวันต่อมา พายุเข้า!
ดูสิท่านย่า อากาศนิ่งมาหลายวัน วันไหนไม่มาดันทะลึ่งมาเอาวันที่ข้าพเจ้ากำลังจะอยู่จะไปกับภูมิแพ้ เจออากาศเปลี่ยนมาช่วยอีกแรงเป็นอันเรียบร้อยขอรับ
ไอทั้งคืน โดยเฉพาะรุ่งสาง ไอจนคอบวม หนาวจนถุงนอนสองถุงซ้อนกันยังเอาไม่อยู่ รูจมูกเหลือช่องทางจราจรแค่รูเข็ม ข้าพเจ้าต้องผงกหัวคายเสลดเป็นระยะ
ทรมานทรกรรมนอนครางหงิงอยู่ห้าวันห้าคืน
พายุฝนลมแรงทั้งวันทั้งคืนมาสามวันก็พ้นไป อากาศกลับเป็นปกติ แดดจัด ลมเย็นสบาย ร่างกายค่อย ๆ ฟื้น
รูขุมขนเริ่มกลับรู้สึกคุ้นเคยกับอากาศรอบข้างอย่างเดิม ๆ ข้าพเจ้ารู้แน่ “หายแล้วล่ะ!” จัดแจงเอาเสื้อผ้าที่หมักหมมไว้ห้าหกเจ็ดวันไปซักขอรับ เหม็นเกินทานทน ทิชชู่ก็ใช้จนหมดต้องใช้ผ้านุ่งที่ห่มซับน้ำมูกจนแห้งกรังไปทั้งผืน(แหวะ) ที่เรียกว่าไปซักนี้นคือเดินไปอีกหนำหนึ่งซึ่งมีน้ำห่างออกไปสามคันบ่อ
ซักเสร็จตาก กลับมานอนเอกเขนกอ่านหนังสือพลางสั่งน้ำมูกปนเสลดพลาง ช่วงพักสายตาเอานิ้วชี้แหย่คั่นหนังสือพับลงวางอก เหม่อมองปุยเมฆล่องลอย พลางรำพึง ‘เออนะตูข้า..ปีนี้ทำไมมันถึงได้ซวยปานนี้ ผู้คนเขาเริ่มปีใหม่ไปร่วมครึ่งเดือนแล้ว ตูข้ายังไม่ได้เริ่มเลย’ รำพึงพลางเปลก็เกวไกว สลบไสลไปกับสายลมยามเย็น (นิสัยชอบนอนกลางวันเหมือนบางคน)
ฝันกลางวันไว้ว่า ฟื้นไข้จะทำโน่นนี่ ผักบุ้งที่เพาะไว้เริ่มแตกใบอ่อนยังไม่ได้เตรียมรางปลูกเลย (จะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์รับทานขะรับ) ขนำน้อยที่จะทำโฮมสเตย์คงต้องไปปัดกวาดเสียหน่อย ซู้ดด แผล่บ! (แบบว่านอนหลับน้ำลายยืดขะรับ)
ค่ำนั้นหลับสบายที่สุดเพราะมุ้งเพิ่งซัก ส่วนถุงนอน เสื้อผ้ายังไม่แห้งสนิท ข้าพเจ้าตากใต้ชายคาทิ้งไว้อย่างนั้นกะวันพรุ่งค่อยเก็บ
ซวยสาม : ตีสี่ของคืนนั้นพายุเข้าขะรับ! ไม่ใช่เรื่องแต่งเล่นมุก พายุตัวจริงเสียงจริง ข้าพเจ้าจะหายอยู่แล้วต้องกลับนอนไอค๊อกไอแค๊ก ผ้าที่ใช้ห่มเหลือแต่ผ้านุ่งผืนเดียว เสื้อผ้าถุงนอนเป็นอันป่นปี้หมด โดนพายุซัดลงไปนอนกองขี้โคลนเป็นวันที่สองแล้ว ป่านนี้ยังไม่ได้ไปเก็บเพราะฝนยังไม่ยอมหยุด ขืนฝ่าฝนไปเก็บผ้าโดนฝนโดนลมเสลดจุกคอขึ้นมาอีกเดี๋ยวยุ่งใหญ่
อา..อดทนเวลาที่ฝนพรำ
..
..
ฟ้าก็คงกระจ่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ…
..
เย้
เย
..
..
ไม่เป็นไรขะรับ..ไม่ว่าจะซวยแค่ไหนก็ไม่มีทางซวยมากไปกว่าที่เคยซวย ไม่ว่าโชคชะตาจะเฮงซวยแค่ไหน ว่าง ๆ มันไม่เคยลืมนำเรื่องดี ๆ มาฝาก เรารู้นิสัยมันดี
แดดออกเมื่อไรข้าพเจ้าจะไปเก็บผ้าซักใหม่ ตัวที่เลอะโคลนจนซักไม่ออกก็ทิ้งไป ตัวไหนยังใช้ได้ก็ใช้ แล้วชีวิตก็ดำเนินไป รอพายุครั้งใหม่ รอแดดสายใหม่ เช่นนี้เรื่อยไป..ใช่ไหมท่านย่าที่เคารพ
คารวะ
หลานดิลล์
ปล. เรื่องอักษราปาร์ตี้ที่บ้านหนอนนั่นผู้น้อยต้องขอตัวเป็นผู้สังเกตการณ์
หลังห้าโมงเย็นไปแล้วเน็ตข้าพเจ้ามันซังกาบ๊วยหลับ ๆ ตื่น ๆ ใช้ได้(ช้า)เป็นปกติเฉพาะช่วงกลางวัน จึงไม่เห็นทางเลยที่จะโพสท์โหลดข้อความคุยกับสหายได้ แต่ก็จะไปจุ้มปุ๊กปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้าง ๆ กระโถนน้ำหมากท่านย่าล่ะขะรับ อิ อิ อิ
By: ธุลีดิน on January 18, 2008
at 10.01
เปล่าอู้งานสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิน
แหม…จะเรียกว่าอู้งานได้ไง ก็ไม่มีอะไรให้ทำนี่นา
ขนาดท่านหอบเสื้อผ้าหนีกรุงไปอยู่หนำริมทะเล ยังมิวายถูกโรคภูมิแพ้เล่นงาน
สงสัยต้องย้ายไปอยู่กระต๊อบริมทะเลสาบที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วล่ะท่าน ฮ่า ฮ่า
เล่าแต่เรื่องน้ำมูก เสลดให้ข้าพเจ้าฟัง
แล้วเรื่องต้อที่ตาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ทิ้งไว้นานไม่ดีหรอก
ไปหาหมอหรือยัง กลัวหมอใช่ไหมล่ะ
คนแก่ใจปลาซิว อิอิ
ตามสถิติผู้ชายมักตายเร็วกว่าผู้หญิง
หนึ่ง เพราะชอบใช้ชีวิตผาดโผน (กินเหล้า เมายา ขับรถซิ่ง เคล้าโลกีย์ ฯลฯ)
สอง เพราะไม่ชอบไปหาหมอนีแหละเจ้าค่ะ
เป็นอะไรก็มัวแต่รอให้ตาย เอ๊ย! หายไปเอง
กว่าจะถึงมือหมอก็อาการร่อแร่
ครั้งก่อนข้าพเจ้ากลับแพร่ แม่ข้าพเจ้าแวะไปคุยกับเพื่อนแม่ในตัวเมือง ข้าพเจ้าติดรถไปเที่ยวด้วย เห็นสามีของเพื่อนแม่นอนแบ็บอยู่บนเตียง ไม่ยอมไปหาหมอ สองเดือนต่อมาข้าพเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านอีกครั้ง จึงรู้ว่าสามีเพื่อนแม่ตายเสียแล้วด้วยโรคมะเร็งตับ เพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆ แท้ๆ
ย่าหนุง
ป.ล.เรื่องปาร์ตี้ออนไลน์ ถ้าท่านไม่จัด ก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ส่วนจะให้ข้าพเจ้าเป็นหัวเรือใหญ่ ข้าพเจ้าก็ไม่เอาเหมือนกัน เหนื่อยเจ้าค่ะ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวอีก
By: ningnung on January 18, 2008
at 01.01
ข้าพเจ้าจะใช้ท่าศีรษะอาสนะดูสักสามเดือนขอรับ เผื่อยับยั้งไม่รุกลามได้ หากยังลามรุกครบสามเดือนแล้วจะไป (หากตาไม่บอดเสียก่อน)
ข้าพเจ้าไม่มีทุกพฤติกรรมที่ท่านยกมา (รวมทั้งฯลฯ) ฉะนั้นอนุมานได้ว่าอายุข้าพเจ้าไม่นั่งแน่ (มั่นใจ! มีโยคะคุ้มครอง)
ฝนหยุดและ! ไปเก็บผ้าล่ะ!
คารวะ
หลานดิลล์
ปล. ท่านไม่ถนัดหัวเรือใหญ่ ลองหัวเรือหม้อไฟก็ได้ขอรับ หรือจะเป็นหัวเรือลุยสวน
ปปล. ฝากเรียนถามท่านอัมสักหน่อย ตรงมุมซ้ายบนสวนท่านย่า มีตัวอะไรอ่ะขะรับท่านอัม? หางพอง ๆ คล้ายมูสัง (มูสังเป็นสัตว์กินทุกอย่าง หน้าตาคล้ายพังพอนสังวาสกับกระรอก) เกรงงับนิ้วท่านย่าเข้าเพราะคิดว่ากล้วยเล็บมือนางจะยุ่งนาทั่ลล์
By: ธุลีดิน on January 18, 2008
at 02.01
โอ้โห…ท่านทำท่าศรีษะอาสนะได้แล้วเหรอ
ข้าพเจ้าเรียนเป็นปีครูข้าพเจ้ายังไม่สอนให้เลย(ก็หนีเรียนเป็นประจำนี่นะ)
ครูให้หัดสะพานโค้งก่อน แขนจะได้แข็งแรงพอค้ำยันลำตัวได้
แต่เรียนต่อไปได้ไม่กี่ครั้ง ครูย้ายบ้านอยู่ไกลกว่าเดิม ข้าพเจ้าเลยไม่ได้ไปเรียนอีก
เอาใจช่วยเจ้าค่ะ
เรื่องรูปวาดบนเฮดเดอร์คงต้องรอคุณอัมโปะมาตอบเอง ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นตัวอะไร หวังว่าคงไม่ใช่ตัวเงินตัวทองนะ ไปนอนเล่นสวนลุมที่ไร เผลอไม่ได้ มันจะเลื้อยมางับหัวข้าพเจ้าทุกที
By: ningnung on January 19, 2008
at 08.01
Good web
By: โก้ on June 23, 2009
at 12.06