เรือนเพาะชำ

นำต้นกล้าวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “เค้กบนท้องฟ้า” (La Torta in Cielo) มาเพาะชำไว้
คาดหวังจะให้แตกหน่อออกยอดยืนเป็นลำต้น เพื่อขยายพันธุ์ต่อไปในสวนอักษรแห่งนี้
วันละหน้า…วันละหน้า…
ครบสามเดือนคงมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ชื่นใจ

******

 

La Torta in Cielo

 

Gianni Rodari : ผู้แต่ง

Francesco Altan : ภาพประกอบ

Nungning: ผู้แปล

cover.jpg

ตอน ๑ เช้านั้นที่ตรูลโล

เช้าวันหนึ่งในเดือนเมษายนเวลาประมาณหกโมงเช้า ผู้คนในเมืองตรูลโลซึ่งกำลังยืนรอรถเมล์คันแรกที่เข้าเมืองแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพื่อดูสภาพอากาศ พวกเขาเห็นวัตถุทรงกลมสีเข้มขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้าของหมู่บ้านจนเกือบมิด สิ่งนั้นลอยนิ่งแทนที่ก้อนเมฆ เหนือระดับหลังคาประมาณหนึ่งพันเมตร บ้างร้อง “โอ้!” บ้างร้อง “อ้า!” จากนั้นได้ยินเสียงตะโกน

“ มนุษย์ต่างดาว!!!”

ราวกับได้ยินสัญญาณหรือคำสั่ง ผู้คนพากันหวีดร้องและวิ่งกันโกลาหล บางคนเปิดหน้าต่างเยี่ยมหน้ามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยนึกว่าเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อมองขึ้นไปด้านบน จากนั้นจึงเกิดเสียงร้องลั่น เสียงเปิดปิดประตูหน้าต่างดังโครมคราม เสียงวิ่งขึ้นลงบันไดและลานบ้านดังตึงตัง

“ มนุษย์ต่างดาว!!!”

“ จานบิน!!!”

“ ไปเถอะ คงเป็นพระอาทิตย์ทรงกลด”

สิ่งนั้นแท้จริงดูเหมือนเป็นหลุมดำขนาดใหญ่บนท้องฟ้า มีวงแสงสีฟ้าโดยรอบ

“ พระอาทิตย์ทรงกลดอะไรกัน? โลกจะแตกล่ะไม่ว่า”

“ เวอร์แล้ว โลกจะแตกได้ยังไงในชั่วข้ามคืน?”

“ ทำไมจะไม่ได้ ต้องให้มันแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนหรือไงว่าโลกจะแตกวันไหนเวลาไหน”

เด็กเสริฟคนหนึ่งเดินออกมาจากบาร์ชื่ออิตาเลีย เขาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนกระดำกระด่าง เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขาถึงกับเข่าทรุดราวกับว่าโดนอะไรตีเข้าที่ศรีษะ

ผู้หญิงในชุดราตรีคนหนึ่งตะโกนบอกเขาจากระเบียง

“ โทรเรียกพนักงานดับเพลิง, ออกุสโต”

“ จะให้ผมบอกเขาว่าไง?”

“ บอกเขาว่ามนุษย์ต่างดาวมา โง่จริง ไม่เห็นหรือไง?”

“ แต่พนักงานดับเพลิงเกี่ยวอะไร? ใช่ว่าจะทำเสียง บึ้ม!! ให้พวกนั้นตกใจกลัวได้สักหน่อย”

“ ฉันบอกให้โทร ก็โทรสิ เดี๋ยวพวกมันก็รู้ตัวหรอก”

ออกุสโตเข้าไปในบาร์ หยอดเหรียญโทรศัพท์แล้วกดหมายเลขของสถานีดับเพลิง

“ ฮัลโหล รีบมาที่ตรูลโลด่วนเลยครับ มนุษย์ต่างดาวมาแล้ว!!”

“ ใครพูด?”

“ ผมออกุสโต”

“ อ๋อเหรอ งั้นผมจูเลียต ซีซาร์ นี่คุณไม่อายบ้างหรือไง เมาแต่หัววันแบบนี้?”

พนักงานรับโทรศัพท์ของสถานีดับเพลิงวางสาย แต่สองนาทีต่อมาเขาต้องรับโทรศัพท์อีกนับยี่สิบสายจากตรูลโล ทุกสายพูดแบบเดียวกันหมด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกดปุ่มสัญญาณฉุกเฉินโดยให้เหตุผลกับร้อยโทที่เข้าเวรว่า

“ ต้องเป็นเหตุการณ์บ้าหมู่แน่ๆ ผมว่าเราควรแจ้งโรงพยาบาลบ้า”

ที่เมืองตรูลโล ใครที่ไม่ได้แหงนหน้ามองท้องฟ้าก็ต้องโทรศัพท์มือเป็นระวิง บ้างโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บ้างโทรเรียกตำรวจท้องที่ บ้างโทรเรียกตำรวจกองทัพ (ที่ประเทศอิตาลี นอกจากตำรวจธรรมดาแล้ว มี Carabinieri หรือ Military Police ซึ่งทำหน้าที่คล้ายตำรวจ แต่สังกัดกระทรวงกลาโหม- ผู้แปล)

ขณะเดียวกันคนส่งขนมปังซึ่งในเวลานี้ของทุกเช้าต้องตระเวนไปตามร้านต่างๆ เพื่อส่งขนมมารีตอซซิ (ขนมปังรูปไข่ใส่ลูกเกดและลูกสน – ผู้แปล) และครัวซองต์เดินออกมาจากหลังร้าน เขาวางตระกร้าซึ่งมีขนมปังอยู่พูนและส่งกลิ่นหอมฉุยลงบนคันบังคับรถจักรยาน จากนั้นยกขาขวาขึ้นเพื่อนั่งบนอานและเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ โครม!! ทั้งคน รถ และตระกร้าขนมปังร่วงลงกับพื้น ขนมมารีตอซซิและครัวซองต์กลิ้งหลุนๆ คลุกฝุ่นกระจัดกระจาย
man.jpg
คนส่งขนมปังชาวโรมันมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะไม่เคยขี่จักรยานล้ม แต่กลับล้มภายในหนึ่งนาทีซึ่งเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลานับพันปี คนส่งขนมปังลุกขึ้น วิ่งหนีเข้าไปในร้าน แล้วร้องตะโกนว่า

“ ช่วยด้วย!! พระจันทร์ตกลงมาแล้ว!!”

ถ้าจะให้อธิบาย การตกของดวงจันทร์ไม่ต่างอะไรกับหายนะของจักรวาล

ขนมปังกลิ้งไปหยุดอยู่กลางถนน สุนัขตัวหนึ่งไม่มีใครทราบว่ามาจากไหนกระโดดพรวดเข้ามาคาบขนมปัง มันวิ่งอ้าวเพื่อหนีไม้ไล่ตี แต่ก็ไม่มีใครไล่ตีมัน

“หมาของคุณเมเล็ตติน่ะ” คนขายเนื้อบอกกับภรรยา

สุนัขขี้ขโมยที่สุดในย่านนี้เป็นของตำรวจท้องที่คนหนึ่ง ดังนั้นผู้คนจึงต่างพากันประท้วงเพราะในประเทศอิตาลีอะไรๆ ล้วนไม่ถูกต้อง

ครั้งหนึ่งนายตำรวจเมเล็ตติเคยดักซุ่มอยู่ข้างหลังม้าของคนขับรถม้าคันหนึ่งเพื่อรอแจกใบสั่งให้กับคนขับขี่รถยนต์ นับแต่วันนั้นมาเด็กนักเรียนต่างพากันขนานนามให้เขาว่า “ โอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์”(โอดิสซุสเป็นชื่อตัวเอกในมหากาพย์อิเลียดและโอดิสซีของโฮเมอร์ – ผู้แปล) และตั้งชื่อให้สุนัขของเขาว่าอาร์โก (ชื่อเรือในเทพนิยายกรีก – ผู้แปล) ทั้งที่จริงๆ มันชื่อซอร์โร ซอร์โรเป็นสุนัขแสนรู้ มันจำชื่อตัวเองได้ทั้งสองชื่อ

แต่เช้านั้นถึงแม้จะมีคนเรียกมันว่า ฯพณฯ มันก็ไม่ตอบ มันวิ่งขึ้นบันไดตึกเลขที่ห้าโดยคาบขนมมารีตอซโซไว้ในปากแน่น มันกระโจนแผล็วไปตามชั้นพักบันไดจนถึงประตูบ้านของนายเมเล็ตติ เปาโลซึ่งตื่นมาทำการบ้านแต่เช้าได้ยินเสียงมันเกาประตูอยู่แกรกกรากจึงเปิดประตูให้มัน

“ไปเที่ยวไหนมาล่ะนี่ เจ้าหมาเร่ร่อน?”

ซอร์โรเหนื่อยแฮ่กเกินกว่าจะตอบคำถาม มันวิ่งตรงไปยังห้องครัว ทิ้งตัวลงตรงระเบียง ในที่สุดมันก็หาที่กินอาหารเช้าอย่างสงบได้เสียที

“ อะไรน่ะ? มารีตอซโซเหรอ? แบ่งให้ฉันนิดนึง ไม่งั้นถ้าพ่อมา ฉันจะฟ้องพ่อ”

นายเมเล็ตติออกไปทำงานแต่เช้า ส่วนภรรยานางเชชิเลียถูกเรียกตัวไปฉีดยาผู้ป่วยฉุกเฉิน ในบ้านเหลือเพียงเปาโลและริต้าซึ่งยังนอนหลับอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของเปาโลซึ่งเป็นพี่คนโตต้องปลุกน้องและอุ่นนม

“มานี่!!”

เจ้าซอร์โรรีบกลืนขนมลงคอภายในคำเดียวเพราะกลัวว่าต้องแบ่งอาหารเช้าสุดหรูของมัน

เปาโลตามมันออกไปที่ระเบียง ตั้งใจจะทำโทษที่มันขัดคำสั่ง แต่สิ่งที่เขาเห็น ทำให้เขาลืมทั้งสุนัข ทั้งขนมมารีตอซโซ

“ริต้า” เขาตะโกน “มานี่เร็ว!! ริต้า!!”

“ มีอะไรเหรอ?” เสียงเล็กๆ งัวเงียตอบ

“ มาดูนี่สิ ลุกมาเร็ว”

“ ได้เวลาไปโรงเรียนแล้วเหรอ?”

“ พี่ว่าวันนี้คงไม่มีใครไปโรงเรียนแล้วล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหญิงตื่นนอนโดยทันทีและวิ่งไปที่ระเบียง เสียงไซเรนดังขึ้น ตอนนี้พนักงานดับเพลิงมาถึงทางเข้าจัตุรัสเมืองตรูลโลแล้ว

“ โอ้ แม่จ๋า ไฟไหม้”

“ ไฟไหม้ที่ไหนกัน ดูข้างบนสิ”

“ ยี้ เมฆอะไรน่าเกลียดจัง ต้องมีพายุใหญ่แน่ๆ เลย”

“ เธอนี่โง่จริงๆ พี่ว่าเป็นสถานีอวกาศมากกว่า”

“ สถานีอะไรนะ?”

“ ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ชั้นปอสองเค้าสอนอะไรเธอมั่งเนี่ย”

“ ก็เหมือนที่สอนในชั้นปอห้าของพี่นั่นแหละ แล้วพนักงานดับเพลิงต้องปีนบันไดไปถึงข้างบนเลยเหรอ?”

“ จ้า พนักงานดับเพลิงคงดับดวงจันทร์ได้หรอก… ข้างบนน่ะเค้ามีให้พวกนักบินอวกาศ”

“ อ๋อ เข้าใจล่ะ ถ้าเขาเริ่มกัน พี่เรียกฉันแล้วกันนะ ฉันไปแปรงฟันก่อน”

ว่าแล้วริต้าก็เดินไปห้องน้ำอย่างเด็กไร้เดียงสา เด็กหญิงนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะฉวยโอกาสตอนที่แม่ไม่อยู่สระผมให้ตุ๊กตาของเธอ
balcony.jpg
เปาโลไม่ได้รั้งน้องสาวไว้ เด็กชายรู้สึกเปล่าประโยชน์ที่จะพูดกับ “คนแบบนั้น” นับแต่นี้ไปสิ่งใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นบนจัตุรัสนาทีต่อนาที รถของสถานีตำรวจตามหลังพวกพนักงานดับเพลิงมาอย่างทันทีทันควัน แล้วนั่นอะไรดิ่งตรงมาจากถนนของกรุงโรม? รถถังหนึ่งคัน สองคัน สามคัน รถบรรทุกอาวุธยุทธปกรณ์หนึ่งคัน และมีตามมาอีกหนึ่งคัน หรือจะเป็นปืนใหญ่? ใช่ ปืนใหญ่จริงๆ ด้วย ให้ตายสิ มีแม้กระทั่งขีปนาวุธ!

“ เหมือนพาเหรดขบวนใหญ่เลย” เปาโลพูดอย่างตื่นเต้น

ทว่าภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดยังคงเป็นวัตถุลึกลับขนาดใหญ่บนท้องฟ้า คะเนจากสายตาสิ่งนั้นน่าจะมีเส้นรอบวงประมาณหนึ่งกิโลเมตร เงาทะมึนและเต็มไปด้วยอำนาจคุกคามทอดผ่านไปบนบ้านเรือนหลังใหญ่เทอะทะของผู้คนในย่านนั้น บนลานซีเมนต์ตากผ้า และบนถนนที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกของรถติดอาวุธ

“ คงไม่เกิดสงครามขึ้นนะ?”

เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินตามมาสมทบจากทางด้านทิศตะวันออก มันส่งเสียงดังหึ่งๆ ราวกับยุงเหล็ก เฮลิคอปเตอร์บินเข้าไปใกล้วัตถุทรงกลมจนถึงระยะห่างจากเส้นรอบวงประมาณหนึ่งร้อยเมตร จึงเริ่มบินวนอย่างช้าๆ เหมือนยุงเหล็กที่กำลังหาที่กัดเหมาะๆ

“ แล้วเธอจะได้รู้ว่าเขาจะจัดการเธอยังไง” เปาโลคิด เด็กชายอยู่ข้างฝ่ายได้เปรียบ

ขณะนั้นเองซอร์โรส่งเสียงครางหงิงๆ และหอนอย่างโหยหวน

“แกกลัวเหรอ?” เปาโลถาม เด็กชายคุกเข่าและเกาหลังให้มัน

“ประกาศ! ประกาศ!” เสียงดังมาจากลำโพงซึ่งติดอยู่บนรถตำรวจ “ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ผู้บัญชาการกองทัพเข้าควบคุมสถานการณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามทุกคนเดินทางเข้าออกหมู่บ้านจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ ขอให้ทุกท่านกลับเคหสถานและลงไปอยู่ห้องใต้ดิน โปรดวางใจและรอฟังข้อปฎิบัติต่อไป”

“ ประกาศ! ประกาศ!” เสียงประกาศดังขึ้นอีกครั้ง

“ เค้าพูดอะไรน่ะ” ริต้าตะโกนถามจากห้องน้ำ

“ เปล่านี่”

“ เปล่าได้ไง? เสียงดังลั่นออกอย่างนั้น ฉันว่าต้องเป็นประกาศโฆษณา พี่ฟังดีๆ ล่ะ เผื่อเค้าเอาอะไรมาแจก คราวที่แล้วก็ทีหนึ่งละ ตอนเค้ามาแจกลูกบอล พี่ทำให้ฉันไปไม่ทันเวลา”

ริต้าปรากฎตัวที่ระเบียง ใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าซึ่งแห้งสนิทอย่างแรง เพื่อให้พี่ชายเห็นว่าเธออาบน้ำเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่เปาโลกำลังจะหันไปพูดกับน้องสาว มีเงาหนึ่งข้ามผ่านท้องฟ้ามาอย่างรวดเร็ว นก? ไม่สิ มันดูใหญ่เกินไป

“ ดูที่พื้นสิ!” เปาโลร้องตะโกนแล้วหมอบลงกับพื้น โดยใช้แขนข้างหนึ่งเหนี่ยวไหล่น้องสาวซึ่งตกใจกลัวให้หมอบลงข้างๆ

“ เกิดอะไรขึ้น?”

วัตถุตกลงตรงมุมระเบียงห่างจากมือเปาโลหนึ่งเมตร และห่างจากเท้าของเจ้าซอร์โรสามสิบเซนติเมตร ซอร์โรกระถดตัวหนีพร้อมส่งเสียงครางอยู่ในลำคอ สิ่งนั้นตกลงมาแต่ไม่ระเบิด มีเพียงเสียงเหมือนอะไรนิ่มๆ หล่นลงพื้นดัง “พลัฟ” มันนิ่งอยู่ตรงนั้น ตรงระหว่างกระถางต้นจีเรเนียม เท่าที่เปาโลสามารถสังเกตได้โดยมองผ่านนิ้วมือที่กางปิดใบหน้า มันมีสีเหมือนวัตถุที่อยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่ระเบิด หรือว่าจะเป็นสาสน์?

“ ฉันกลัว” ริต้ากระซิบ “ เราลงไปห้องใต้ดินกันเถอะ”

“ ถ้างั้นเราก็ไม่เห็นอะไรอีกน่ะสิ”

“ แต่ฉันกลัวนี่ อีกอย่างพี่ฟังประกาศดูสิ…”

เสียงจากลำโพงกล่าวทวนคำสั่งต่างๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง

เปาโลรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องเข้าไปสังเกตวัตถุระเบิดที่หล่นมาจากท้องฟ้าด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์

“ ถ้าคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสกลัวแบบฉัน” เด็กชายคิดเพื่อปลุกขวัญตัวเอง “ จนถึงตอนนี้คงยังไม่มีใครค้นพบอเมริกา”

“ ทำไงต่อ” ริต้าโอดครวญ “นอนอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวชุดนอนฉันเปื้อนหมด พี่คอยฟังแม่บ่นละกัน”

“ เงียบน่า พี่ต้องใช้ความคิด”

แต่ใครบางคนกำลังคิดแทนเขา ซอร์โรค่อยๆ ยืดเท้าไปยังวัตถุนั้นอย่างระมัดระวัง หางมันแกว่งไปมาด้วยความตื่นเต้น มันลองตบวัตถุนั้นเบาๆ

“ ชิ้ว ออกไปซอร์โร”

“ อย่าแตะมัน!”

สุนัขหันหน้ามาราวกับบอกให้พวกเขาอยู่ในความสงบ ดวงตาแวววาวของมันพูดว่า “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง จมูกฉันไว”

มันยื่นลิ้นออกไปข้างหน้า ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง…แตะ!”

ลิ้นของซอร์โรแตะโดนเป้าหมาย มันเลียสิ่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้หางของมันแกว่งเหมือนใบพัดของเฮลิคอปเตอร์

เมื่อเห็นดังนั้นเปาโลตัดสินใจลุกขึ้นยืน เตะสุนัขออกไปให้พ้นทางและเข้าแย่งที่มัน

“ อะไรน่ะ?” ริต้าถามขณะผงกศรีษะยุ่งเหยิงขึ้นมา

“ พี่กำลังดูอยู่ อาจมีข้อความอยู่ข้างใน”

“ พี่ได้กลิ่นอะไรหอมๆ ไหม”

“ กลิ่นหอมอะไร? ยังฝันอยู่อีกเหรอ”

ตอนนี้ทั้งริต้าเข้าไปใกล้ “สิ่งนั้น” เด็กหญิงผลักสุนัขซึ่งพยายามเอาที่ของมันคืนออกไป

“ พี่อยากให้ฉันเป็นคนแตะมันไหม?” เด็กหญิงถามพี่ชาย

“ บ้าสิ เธอคิดว่าพี่กลัวเหรอ? พี่แค่อยากศึกษาภายนอกของมันดูก่อนสักพัก”

“ ว่าแต่พี่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลยเหรอ?”

“ ก็เห็นอยู่ว่าพี่เป็นหวัด”

ริต้ากลับเข้าเรื่อง เธอแตะ“สิ่งนั้น” พลันปรากฎคราบสีเข้มติดอยู่บนปลายนิ้ว เด็กหญิงพิจารณาคราบนั้นอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงตัดสินใจเอานิ้วเข้าปากแล้วดูด เธอมองนิ้วสีชมพูระเรื่อซึ่งเปียกน้ำลาย ท้ายที่สุดเธอร้องออกมาอย่างมีชัย

“ ช็อกโกเลต!! เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้จริงๆ พี่ลองสิ ลองดูว่าจริงหรือไม่จริง”

เปาโลลองบ้าง ริต้าลองใหม่ เปาโลลองอีกครั้ง หมดข้อสงสัย วัตถุลึกลับที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้นอกจากช็อกโกเลตก้อนใหญ่ เป็นช็อกโกเลตมียี่ห้อเสียด้วย ตัดสินจากกลิ่น รส และความอร่อยที่ซาบซ่านอยู่ในปาก

“ อืม…อร่อยจริงๆ !” ริต้าพูด

“ วิเศษสุดไปเลย!” เปาโลเห็นด้วยขณะตักชอคโกแล็ตเข้าปาก “ใครจะไปรู้ บางทีพวกมันเห็นเราแล้ว เลยส่งช็อกโกเลตมาเพื่อผูกมิตร”

“ ใคร?”

“มนุษย์ต่างดาวมั้ง คนที่อยู่บนนั้นน่ะ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร”

“ ฉันว่านะ” ริต้าออกความเห็นขณะชี้ไปยังจุดกลมขนาดใหญ่ที่อยู่บนฟ้า “สิ่งนั้นคือ พิซซ่า”

บางทีสำหรับพวกคุณริต้าควรจะพูดว่า “ขนมเค้ก” แต่ที่ตรูลโล มีเพียงคำเดียวที่ใช้เรียกพิซซ่าหน้ามะเขือเทศและเค้กช็อกโกเลต คำนั้นคือ “พิซซ่า” บางครั้งพวกเขาก็เรียก “พิซซ่าหวาน” เพื่อแยกพิซซ่าสองชนิดออกจากกัน และถ้าขนมเค้กซึ่งเปรียบเสมือนลูกสาวของขุนน้ำขุนนางของร้านขายขนมปังจะรู้สึกขุ่นเคืองที่ถูกเรียกว่า “พิซซ่า” เช่นเดียวกับที่เรียกพี่น้องฐานะต่ำต้อยของมันละก็ คงเป็นเรื่องแย่หน่อยสำหรับมัน

ตอน ๒ เดดาโลเรียกดิโอเมเด

“ เดดาโลเรียกดิโอเมเด เดดาโลเรียกดิโอเมเอ ,เปลี่ยน”

“ ดิโอเมเดฟังอยู่ , เปลี่ยน”

“ ผมบินวนรอบวัตถุลึกลับแล้ว จากการคำนวณของผม มันน่าจะมีเส้นรอบวงประมาณสามพันหนึ่งร้อยสี่สิบเมตร สำหรับการหาเส้นผ่าศูนย์กลาง แค่เอาสามจุดหนึ่งสี่หาร”

“ ทราบแล้ว ทราบแล้ว เข้าเรื่อง”

“ ขอโทษครับ พื้นผิวด้านข้างเป็นริ้วสีต่างกัน จากล่างขึ้นบนมีสีเรียงตามลำดับดังนี้ น้ำตาล ชมพู เขียว น้ำตาลอีกครั้ง เหลือง ม่วง ขาว ผมจะลองบินขึ้นสูงกว่านี้, เปลี่ยน”

“ ดิโอเมเดพูด ฟังนะ พวกคุณไม่ได้สังเกตด้านข้างของวัตถุเลยหรือว่ามีทางเข้าไหม? ไม่มีหน้าต่าง ประตู ช่องอะไรเลยหรือ? เปลี่ยน”

“ เดดาโลพูด ผมสังเกตแล้วไม่มีสิ่งที่ว่านั่นเลยครับ ผิวด้านข้างทึบ, เปลี่ยน”

“ ดิโอเมเดพูด พวกคุณบินขึ้นไปวัดความสูงและสังเกตพื้นผิวด้านบนด้วย ขอให้รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย”

“ รับทราบ เปลี่ยน ผมปิดสัญญาณนะครับ”

บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้นเวลาประมาณแปดนาฬิกาของเช้าวันนั้นระหว่างนักบินซึ่งขับเฮลิคอปเตอร์ โดยมีการตั้งชื่อตามธรรมเนียมปฏิบัติว่าเดดาโล กับผู้บัญชาการกองทัพของหน่วยปฏิบัติการ อี.เอส. ซึ่งตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่ห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียนตรูลโล ในกรณีนี้ อี.เอส. ไม่ได้หมายถึงเส้นทางรอบนอกฝั่งขวา เพราะเราไม่ได้กำลังพูดถึงเส้นทางเดินรถราง (ในอดีตกรุงโรมมีเส้นทางเดินรถรางซึ่งโอบล้อมเมืองไว้รอบนอก โดยเส้นทางฝั่งขวาเรียกว่า Esterna destra – หัวหน้าผู้แปลช่วยขยายความ) แต่หมายถึงหน่วยปฎิบัติการฉุกเฉินทางอวกาศ (Emergenza Spaziale) หน่วยงานราชการจัดตั้งกองกำลังทางทหารด้วยชื่อที่ดูน่าตื่นเต้นนี้เพื่อติดตามปรากฏการณ์จานบินประหลาด และเรียกผู้บัญชาการกองทัพว่าดิโอเมเด มีการคิดชื่อเพราะๆ ขึ้นถึงสามชื่อ ทางราชการสามารถบอกกับตัวเองได้แล้วว่ามีการดำเนินงานไประดับหนึ่ง

ภายในห้องปฏิบัติการของดิโอเมเดในขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่หลายคน ท่ามกลางบุคคลเหล่านั้นมีท่านนายพล นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงสองคนคือ ศาสตราจารย์รอสซีและศาสตราจารย์เตเรนซิโอ นอกจากนี้ยังมีนายเมเล็ตติหรือที่ใครๆ เรียกว่า “โอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์” ซึ่งเป็นตำรวจท้องที่และเป็นพ่อของเปาโลและริต้า นายเมเล็ตติถูกเรียกตัวมาช่วยราชการด่วน (ตัวอย่างเช่น เขาวิ่งไปสั่งกาแฟเข้มๆ มาให้ทุกคนสองรอบแล้ว)

diomede.jpg
“ เดดาโลเรียกผู้บัญชาการ” เสียงจากนักบินดังขึ้นอีกครั้ง ท่านนายพลโน้มตัวลงพูดไมโครโฟน

“ ดิโอเมเดพูด รายงานได้”

“ วัตถุลึกลับมีความสูงประมาณยี่สิบห้าเมตร สำหรับการคำนวณปริมาตรสุทธิ….”

“ พวกเรารู้วิชาเลขาคณิตหรอกน่า รายงานต่อ”

“ ครับผม พื้นผิวด้านบนดูน่าอัศจรรย์มาก เป็นสีขาวเหมือนครีม วิเศษสุดจริงๆ !”

“ คำอุทานไม่ต้องก็ได้” ดิโอเมเดพูด “พวกคุณไม่ได้เป็นคนประดิษฐ์ตู้เย็นนะ บอกสิ่งที่พวกคุณเห็นก็พอ, เปลี่ยน”

“ รับทราบครับท่าน ผมเห็นลูกกลมๆ สีแดงจำนวนนับร้อยๆ ลูกวางแทรกอยู่บนพื้นผิวสีขาวโดยมีระยะห่างสม่ำเสมอ ถ้าท่านจะอนุญาตให้ผมเปรียบเทียบให้ฟัง พวกมันดูคล้ายกับลูกเชอร์รี่ขนาดใหญ่แช่อิ่ม”

“ ไม่อนุญาต!” นายพลโกรธ “ ไม่ต้องเปรียบเทียบให้เสียเวลา คุณนับลูกกลมๆ ดีกว่า”

ขณะที่เดดาโลเงียบไปเนื่องจากกำลังนับลูกกลมๆ ศาสตราจารย์รอสซี่โคลงศรีษะไปมาแล้วพึมพำว่า

“ ช่างคิด ช่างประดิษฐ์เหลือเกิน”

“ คุณได้คำตอบแล้วรึ?” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอยิ้มเยาะ

“ พวกคุณไม่ได้คิดเหมือนผมหรอกเหรอ?”

“ ไม่เลย เพื่อนร่วมงานที่เคารพ ผมคิดตรงข้ามกับคุณเลยล่ะ”

“ พวกคุณ ,ขอร้องล่ะ” นายพลถอนหายใจ “ บอกให้พวกเราเข้าใจหน่อยได้มั้ยว่าพวกคุณคิดอะไร”

“ เดดาโลพูด” เสียงลำโพงดังขัดจังหวะการสนทนา “ พวกคุณได้ยินผมมั้ย, เปลี่ยน”

“ โชคไม่ดีที่ได้ยิน” ดิโอเมเดตอบ “พวกเราได้ยินเรื่องงี่เง่าที่คุณกำลังจะเล่าทั้งหมดนั่นแหละ”

“ มีว่าวปรากฎตัวขึ้นครับ”

“ อะไรนะ? คุณกุเรื่องปัญญาอ่อนขึ้นมาใช่มั้ย?”

“ ว่าวจริงๆ ครับท่าน ผมขอยืนยัน มันกำลังลอยขึ้นมาจากบ้านหลังหนึ่งในย่านนี้ จะให้ผมสกัดมันไหมครับ? เปลี่ยน”

“ ดิโอเมเดพูด คุณไม่ต้องทำอะไร อยู่ตรงนั้นแหละ พวกเราจะรีบตรวจสอบ, เปลี่ยน, ปิดการสื่อสารแค่นี้”

การตรวจสอบเริ่มขึ้นทันควัน แท้จริงแล้วทุกคนแค่วิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่าวซึ่งกำลังลอยขึ้นเผชิญหน้ากับวัตถุลึกลับ หางสามเส้นซึ่งทำจากกระดาษหลากสีของมันโบกสะบัด

“ เป็นการส่งสัญญาณจากภาคพื้นดิน” เสียงหนึ่งแสดงความสงสัย

“ เป็นข้อความจากพวกกำลังเสริม เห็นชัดเลยว่าผู้บุกรุกจากนอกโลกมีผู้ช่วยแทรกซึมอยู่ในหมู่ชาวเมือง”

“ เป็นไปไม่ได้!” นายเมเล็ตติอุทานด้วยความตกใจ “ผมรู้จักทุกคนในตรูลโล คนที่นี่นิสัยดี เป็นย่านที่สุขสงบ ไม่มีใครติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวหรอกครับ ได้โปรดเถิดพระผู้เป็นเจ้า!”

“ ถ้างั้นเป็นอะไรล่ะ”

“ พนันได้เลย ถ้านั่นไม่ใช่ว่าวของเปาโลล่ะก็” โอดิสซูสจอมเจ้าเลห์อุทานในใจ เขารู้สึกสงสัยอย่างมาก

นายเมเล็ตติรีบออกไปข้างนอกโดยไม่บอกใครและไม่รอฟังคำสั่ง เขาขึ้นคร่อมจักรยาน ออกแรงปั่นไม่กี่ทีก็ถึงสนามหญ้าที่ปราศจากผู้คนของตึกหมายเลขห้า เขามองขึ้นไปด้านบน มองหาระเบียงครัวของอพาร์ทเมนท์ของเขา จากนั้นตะโกนเรียกด้วยเสียงอันดัง

“ เปาโล! ริต้า! ลูกทำอะไรอยู่ตรงนั้น? ทำไมไม่ลงไปห้องใต้ดินเหมือนคนอื่นๆ เขา ไม่ได้ยินเสียงเตือนภัยหรือไง?”

“ พ่อ , พ่อ” ริต้าตะโกนตอบขณะยังคงปรบมือ “มาช่วยพวกเราหน่อยสิ”

“ เอาว่าวลงมาเดี๋ยวนี้ พวกเธออยากให้พ่อติดคุกข้อหาเป็นสายลับหรือไง?”

“ แต่พวกเราไม่ได้สืบความลับใครสักหน่อย พวกเราแค่อยากได้พิซซ่าสักชิ้น”

“ เดี๋ยวพ่อให้เอง พิซซ่าน่ะ ถ้าพวกเธอยังไม่ออกไปจากระเบียงละก็”

“ แต่ พ่อคะ…”

“ หรืออยากให้พ่อขึ้นไป? เร็ว, เข้าบ้านไปซะ!”

เด็กๆ ทำตามคำสั่งอย่างเศร้าสลด แต่แค่เพียงส่วนแรกคือดึงว่าวลงมา ส่วนคำสั่งที่ให้ลงไปอยู่ห้องใต้ดิน ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเด็กๆ ผละจากระเบียง แต่ไม่ได้ไปไหน พวกเขานั่งอยู่บนพื้นห้องครัวเพื่อสังเกตท้องฟ้า

“เสียดายจัง” ริต้าพูด “เรื่องว่าวเป็นความคิดที่เจ๋งสุดๆ”

“ แต่พวกเขาไม่ตอบมาเลย” เปาโลพูด

“ แล้วพี่จะให้ใครตอบมาเหรอ ฉันไม่รู้จะบอกพี่ยังไงแล้วว่านั่นน่ะคือพิซซ่า”

“ ยานอวกาศต่างหาก โง่จริง”

“ แล้วทำไมพี่เห็นด้วยกับความคิดเรื่องปล่อยว่าวของฉันล่ะ”

“ ไม่ใช่เพื่อเอาช็อกโกเลตลงมาหรอกน่า พี่ปล่อยว่าวขึ้นไปเพื่อส่งสัญญาณถึงมนุษย์ต่างดาว”

“ ในหัวพี่มีแต่ลูกสน ทุกคนเลยในหัวมีแต่ลูกสน พวกคนข้างล่างก็อยากจะเอาปืนใหญ่ยิงพิซซ่า พี่อยากให้พิซซ่าเขียนโน๊ตมาหรือยังไง”

“ ไม่ใช่พิซซ่าสักหน่อย”

“ งั้นฉันพูดใหม่ก็ได้ มันคือขนมเค้ก”

“ เออ..ช่างมันเถอะ เราอยู่กันตรงนี้แหละ มาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าวใช้ไม่ได้ผลแล้ว เราต้องหาวิธีอื่น”

สองสามชั่วโมงต่อมา…

“เดดาโลเรียกดิโอเมเด, เปลี่ยน”

“ดิโอเมเดพูด รายงานได้, เปลี่ยน”

“ขณะนี้เวลาสิบสองนาฬิกาสี่สิบเจ็ดนาที ผมกลับขึ้นมาสำรวจพื้นผิวด้านบนของวัตถุอีกครั้ง ตอนนี้ผมอยู่ที่ระดับความสูง ๖๕๔ เมตร”

“คุณพูดว่าไงนะ?”

“ผมอยู่ที่ระดับความสูง ๖๕๔ เมตร มีอะไรเหรอครับ?”

“คุณต้องเมาแน่ๆ เช้านี้ตอนสำรวจครั้งแรก คุณแจ้งพวกเราว่าคุณอยู่ที่ระดับ ๙๑๘ เมตร ช่วยอธิบายเรื่องส่วนต่างหน่อยได้ไหม?”

“ไม่ล่ะครับ ผมทำได้เพียงหาค่าส่วนต่างโดยนำ ๙๑๘ ลบด้วย ๖๕๔ เท่ากับ…”

“พอๆ , เปลี่ยน, ปิดการสื่อสาร”

ท่านนายพลย้ำการจบบทสนทนาด้วยการใช้กำปั้นทุบโต๊ะ

“ท่านทั้งหลาย ฟังทางนี้” เขาพูดแล้วหันหน้าไปยังผู้ที่ยืนอยู่รายรอบ “ ยานอวกาศแปลกหน้ากำลังจะร่อนลงจอด”

การรอคอยยาวนานจนกระทั่งเย็น วัตถุลึกลับลดระดับความสูงลงทีละนิดๆจนแทบสังเกตไม่ได้ คราวละหนึ่งเซนติเมตร ประมาณเวลาสิบห้านาฬิกา มันเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือโดยลอยไปอย่างช้าๆเหมือนคลื่น ดิโอเมเดถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยศัตรูก็ไม่คิดจะร่อนลงมาทับบ้านเรือนซึ่งจะทลายราบย่านนี้ทั้งย่าน

ประมาณด้วยสายตา มันน่าจะร่อนลงจอดบนเขาคุคโค เขาลูกนี้เป็นเนินเขาเตี้ยๆ หัวล้าน เต็มไปด้วยหิน ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังโรงเรียน ทุกฤดูเด็กๆ จะไปเล่นที่นั่น คนเลี้ยงแกะแห่งอบรูซโซบางคนปลูกกระต๊อบไว้บนเนินเขานี้ ในฤดูหนาวพวกเขาจะอพยพพาฝูงแกะลงมากินหญ้าในเขตชนบทของกรุงโรม กระต๊อบของพวกเขามุงด้วยซังข้าว ตั้งอยู่บนที่ราบของยอดเขา พวกเขาสร้างรั้วลวดหนามง่ายๆ เพื่อใช้ขังแกะในเวลาค่ำคืน

ตามความคิดของนายพล เขาอยากย่นระยะเวลาการรอคอยเสียด้วยปืนใหญ่ แต่เนื่องจากคำสั่งของรัฐบาล -ซึ่งได้รับการติดต่อจากมหาอำนาจของโลกเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้- มีข้อกำหนดหลายประการ ได้แก่ ให้ใช้อาวุธได้เฉพาะกรณีผู้มาเยือนลึกลับจากนอกโลกเป็นผู้โจมตีก่อน หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่แสดงความเป็นศัตรู เพื่อไม่เป็นการยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามโต้ตอบ และเพื่อให้การพบกันครั้งแรกระหว่างมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นไม่จบลงอย่างน่าเศร้า ประการสุดท้ายคือให้ทุกหน่วยเฝ้าระวังและพร้อมรับทุกสถานการณ์

เมื่อดิโอเมเดทราบจุดหมายที่แน่ชัดของจานบิน เขากระจายกำลังไปรอบๆ เนินเขา เผชิญหน้ากับวัตถุโดยเว้นระยะห่างหลายกิโลเมตร ในขณะที่ “สิ่งนั้น” ร่อนลงจอด ทั้งปืนใหญ่ ฐานยิงจรวด รถถังติดอาวุธ ขีปนาวุธได้ล้อมภูเขาคุคโคไว้แล้ว สิ่งนั้นร่อนลงอย่างนิ่มนวล ปราศจากเสียง และแต่งแต้มท้องฟ้ายามสายัณห์ด้วยสีสันของมัน

ตอนที่ ๓ นายเจ็ปเป็ตโตผู้ลึกลับ

“ลาก่อนขนมเค้ก” ริตาถอนหายใจพร้อมกับกลืนน้ำลาย ขณะสังเกตการบุกล้อม

“เธอนี่หัวดื้อจริงๆ” เปาโลบ่นงึมงำ

“ พี่ไม่มีตาหรือไง? ดูสิ ชั้นล่างนั่น ช็อคโกเลตล้วนๆ ส่วนชั้นบนมีสีชมพู เหลือง เขียว เป็นขนมเค้กหลากรส”

“น่าจะเป็นสีธงชาติของมนุษย์ต่างดาว”

“ถ้างั้น พนันกันไหมล่ะ ฉันว่าเป็นขนมเค้ก พี่ว่าเป็นยานอวกาศ ใครชนะ เอาค่าขนมทั้งอาทิตย์ของสองคนไป”

“เดือนนึงไปเลย” เปาโลเสริม

“ปีนึงยังได้ ถ้าพี่ต้องการ” ริต้าเกทับ

“ ปีนึงยาวไป….”

“พี่กลัวใช่มั้ยล่ะ? ส่วนฉันพร้อมพนันเสมอ”

“ก็ได้ ปีนึงก็ปีนึง” เปาโลโต้ตอบ

“งั้นเราไปดูกันเถอะว่ามันคืออะไร”

ครั้งนี้ริต้าเป็นฝ่ายลังเลบ้าง

“พี่คิดว่าเค้าจะปล่อยให้เราผ่านเข้าไปเหรอ?”

เปาโลไม่ตอบ เด็กชายมองไปยังด้านเมืองมายาน่าซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเวิ้งว้างมาพักหนึ่งแล้ว คนเลี้ยงแกะสองคนกำลังนำฝูงแกะมุ่งหน้ามาทีละก้าว ทีละก้าว แกะฝูงนี้อยู่ที่ทุ่งหญ้าบนเนินเขาสีเหลืองชื่ออาโกร ท่ามกลางบ่อทรายที่ถูกทิ้งร้าง ทุกเย็นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พวกมันจะกลับมายังภูเขาคุคโค โดยทะลุผ่านย่านนี้ไปตามความยาวของเมือง

“ฉันอยากดูว่าพวกเค้าจะไล่ฝูงแกะลงห้องใต้ดินด้วยหรือยังไง” เปาโลหัวเราะคนเดียว “อ้อ..มีหมาอีกตัว”

แต่กองกำลังมีเรื่องอื่นที่ต้องคิด พวกเขาหันหลังให้ตรูลโล ส่วนตาไม่มองอะไรนอกจากภูเขาคุคโคและ “สิ่งนั้น” ซึ่งในขณะนี้ปกคลุมยอดเขาไปยังอีกฟากเหมือนหมวกใบใหญ่มหึมา ฝูงแกะเดินส่งเสียงร้อง ไหล่ชนไหล่ จมูกชนจมูก ถ้าตัวไหนแยกออกจากฝูงเพื่อเล็มหญ้าตามไหล่ทาง สุนัขจะรีบต้อนมันให้กลับเข้าฝูงด้วยการวิ่งเพียงเล็กน้อย ซอร์โรซึ่งตลอดทั้งวันม่อยหลับอยู่ที่ระเบียงส่งเสียงเห่าทักทายเพื่อนร่วมสายพันธุ์ แต่สุนัขตัวนั้นไม่ตอบ มันกำลังง่วนอยู่กับงาน

“เอาพลั่วของเธอไปด้วย” เปาโลพูดหลังการตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วน

“อันที่เธอเคยใช้ตอนไปทะเลคราวที่แล้วน่ะ ส่วนพี่จะไปหยิบไฟฉาย”

“พี่จะทำอะไร?” ริต้าถามอย่างลังเล

“พี่ต้องการชนะพนัน แต่ถ้าเธอกลัว ก็ไม่ต้องมา”

“ฉันไปด้วย” ริต้าคัดค้าน

“ถ้ายังงั้น เธอต้องระวังตัว เธอจำโอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์ได้มั้ย?”

“พี่จะให้ฉันลืมพ่อของเราได้ไง?”

“โง่น่า พี่หมายถึงโอดิสซุสตัวจริงที่พี่เคยเล่าเรื่องให้เธอฟังบ่อยๆ น่ะ จำได้ไหมว่าเขาหาวิธีออกจากถ้ำโปลิเฟโมยังไง?”

“เขาเกาะท้องแกะออกไป โอ…พี่คิดว่าพวกเรา?…แต่ใต้ท้องแกะฉันคงอยู่ไม่ได้หรอกนะ”

“คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ไปกันเถอะ”

“เขียนโน้ตทิ้งไว้ให้แม่หน่อยมั้ย?”

นางเชชิเลียติดอยู่บ้านผู้ป่วยรายหนึ่งหลังสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ก่อนจะลงไปอยู่ห้องใต้ดิน เธอโทรมากำชับเด็กๆ ให้ไปหลบภัยกับเพื่อนบ้าน การทิ้งโน้ตไว้เปรียบดั่งคำสารภาพว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อฟังคำสั่ง

“เราคงกลับถึงบ้านก่อนแม่มา” เปาโลบอก ดูเหมือนริต้ายังไม่ค่อยวางใจนัก แต่เธอก็เดินตามพี่ชายไปโดยไม่โต้แย้ง ตอนนี้เขาเป็นผู้นำ เด็กหญิงมองซอร์โรซึ่งยังคงเห่าฝูงแกะ จากนั้นจึงหยิบพลั่วและเดินตามหลังเปาโลลงบันไดไป

ไม่มีใครไล่เด็กๆ ให้กลับเข้าไปในบ้านทั้งที่ประตูใหญ่และบนท้องถนน

เปาโลแทรกตัวปะปนเข้าไปในฝูงแกะโดยมีน้องสาวทำตามแบบ สุนัขครางฮึ่มด้วยความสงสัย แต่มันต้องวิ่งไปยังลูกแกะตัวหนึ่งซึ่งกำลังเดินแตกแถว ส่วนคนเลี้ยงแกะไม่แม้แต่จะหันมามอง พวกเขาค่อยๆ เดินไปยังภูเขา บางทีพวกเขาอาจไม่รู้ว่าด้วยซ้ำไปว่าเย็นวันนั้นไม่เหมือนกับทุกๆ เย็น พวกเขาคงไม่รู้ว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงคอยเฝ้าระวังบนเส้นทางสัญจรประจำของพวกเขา และไม่รู้ว่าบนยอดเขาคุคโคมีบางสิ่งบางอย่างกำลังคุกคามลมหายใจของโลกทั้งใบ

“พวกคุณจะไปไหนกัน?” ตำรวจนายหนึ่งตะโกนถาม หลังจากได้ยินเสียงย่ำเท้าของฝูงแกะดังมาจากทางด้านหลัง

“สวัสดีครับผู้หมวด จะให้ทำอะไรล่ะครับ พวกเราเป็นคนเลี้ยงแกะ แกะไปไหน พวกเราก็ต้องไปด้วย”

“พวกคุณถอยกลับไป, กลับไป!”

ตอนนี้ตำรวจนายอื่นๆ หันหน้ามามอง และระเบิดเสียงหัวเราะอย่างขบขัน เปาโลอธิบายให้ริต้าฟังในเวลาต่อมาว่านั่นเป็นความผิดพลาดของพวกเขา เพราะแกะไม่เข้าใจมุกตลกหรอก พวกมันเข้าใจเพียงแค่ว่าห่างจากจมูกไปอีกยี่สิบเมตรจะถึงภูเขาซึ่งมีคอกสงบๆ รอมันอยู่ในยามค่ำคืน พวกมันควรจะเชื่อฟังคนเลี้ยงแกะ แต่คนเลี้ยงแกะสองคนนั่น คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มค่อนข้างทึ่มนิดๆ ส่วนอีกคนหูตึงหน่อยๆ กว่าที่ตำรวจจะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่าห้ามขึ้นไปเขา ฝูงแกะซึ่งตอนนี้กำลังตกใจกลัว แถมยังหัวดื้อ ทั้งผลัก ทั้งชน และส่งเสียงร้องอย่างสิ้นหวัง พวกมันพากันแหวกวงล้อมออกไปจนฝุ่นตลบ

sheep.jpg
“เร็วเข้า” เปาโลกระซิบสั่งริต้า “ทำตามพี่”

เปาโลอาศัยช่วงจังหวะชุลมุนคลานสี่ขาเข้าไปในฝูง เขาไม่ต้องทำอะไร ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของฝูงแกะ แกะดันเขาไปยังอีกฟากหนึ่งของถนน พวกมันใช้เท้าเตะเขา ตอนแรกเด็กชายรู้สึกกลัว จากนั้นจึงเริ่มมั่นใจที่จะเดินด้วยวิธีการแบบนั้น เขารู้สึกสนุกที่ได้เอาคืนโดยใช้หัวโหม่งสีข้างอุ่นๆ และเต็มไปด้วยขนของแกะ

“มาดูกันว่าหัวใครจะแข็งกว่ากัน” เขาคิดขณะคลานสี่ขา ก้อนหินและกิ่งไม้ครูดตำมือและหัวเข่า หยาดน้ำตารินไหลลงตามร่องแก้ม ทว่าเด็กชายไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

“ทางนี้!” ริต้าได้ยินเสียงเปาโลเรียก

เหนือคอกแกะขึ้นไปมีกองหินซึ่งร่วงหล่นลงมากองราวกับเป็นที่กำบังในสนามเพลาะ เปาโลซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น แม้จะมีเพียงหินสี่ก้อน แต่ก็เพียงพอสำหรับให้ทั้งคู่ซ่อนตัว

“ตอนนี้ไม่มีใครเห็นเราแล้ว” เปาโลพูด “เราปีนขึ้นไปตามช่องเขากัน”

ช่องเขาซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำฝนหรือดินถล่มอยู่ทางด้านข้างเนินเขา

“พี่อยากขึ้นไปถึงบนนั้นเลยเหรอ?” ริต้าถามเสียงงึมงำขณะมองขึ้นไปด้านบน

เหนือศรีษะขึ้นไปยี่สิบเมตร พวกเขามองเห็นขอบของ “สิ่งนั้น” สีดำทะมึน ตอนนี้มันอยู่ใกล้มาก และริต้าก็ไม่กล้าที่จะเรียกมันว่า “ขนมเค้ก” อีกต่อไปแล้ว “สิ่งนั้น” ได้กลายเป็นวัตถุลึกลับขึ้นมาทันทีทันใด

“เธอรอพี่อยู่ตรงนี้ก็ได้”

เปาโลมั่นใจและมุ่งมั่นราวกับโคลัมบัสตอนเหยียบเท้าลงบนทวีปใหม่ ริต้าข่มความกลัว

“เอาล่ะ ฉันไปด้วย”

เด็กๆ ไต่เขาขึ้นไปเงียบๆ ไม่นานนักพวกเขาก็อยู่ห่างจาก “สิ่งนั้น” ไปไม่กี่ก้าว เมื่อมองจากระยะใกล้ด้านข้างของมันให้ความรู้สึกน่าสะพรึงราวกับกำแพงที่ไม่สามารถบุกทลายเข้าไปได้

“พี่จะเข้าไปก่อน” เปาโลบอก

“ถ้าพี่ส่งสัญญาณเรียก เธอค่อยตามขึ้นมา แล้วก็ไม่ต้องกลัวหากได้ยินเสียงร้อง”

“โอ…พระเจ้า ถ้าพวกมันยิงฉัน?”

“เอาน่า, ไม่มีใครยิงเธอหรอก”

“รอเดี๋ยว พี่เอาพลั่วนี่ไป ถ้ามันเป็นขนมเค้ก พี่จะได้เอาไว้เจาะช่อง เราจะได้เข้าไปซ่อนข้างใน”

เปาโลรับพลั่วไปอย่างหัวเสีย เพราะการยอมรับพลั่ว ก็เหมือนกับว่าเขาได้สูญเสียความมั่นใจ เด็กชายรู้สึกขบขันตัวเองเล็กน้อยที่เผชิญหน้ากับผู้มาเยือนจากอวกาศด้วยพลั่วสำหรับชายหาด

“พวกมันมีรังสีแห่งความตาย การทำลายล้าง ความโกรธแค้น” เขาคิด

แต่เขาก็เอาพลั่วไป เขาทำถูกแล้ว เพราะสิ่งที่รอเขาอยู่บนยอดเขาคุคโคไม่ใช่มนุษย์จากดาวอังคารหรือดาวศุกร์ที่พร้อมจะบดขยี้เขาราวกับมดตัวหนึ่ง และไม่ใช่ทั้งมนุษย์อวกาศอย่างที่เปาโลวาดภาพไว้ตามแบบที่เขาเห็นในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ที่นั่นมีเพียงขนมเค้กก้อนหนึ่ง

ไม่จำเป็นต้องสูดจมูกก็ได้กลิ่น และไม่ใช่เพียงกลิ่นเดียว แต่เป็นร้อยๆ กลิ่นรวมถึงกลิ่นของสิ่งมึนเมา

เปาโลใช้พลั่วขุดผนังจนเป็นโพรงขนาดใหญ่พอให้เขาและน้องสาวเข้าไปอยู่ข้างใน

ริต้าซึ่งคอยเงี่ยหูฟังเสียงเรียกรู้สึกเหมือนมีเศษอัลมัลด์ป่น แป้งเค้ก ลูกเกด และเหล้าหยดโปรยปรายลงมา เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เด็กหญิงเริ่มชิมสิ่งที่อยู่ใกล้มือ เธอเพลิดเพลินกับอาหารว่างเสียจนเปาโลต้องเรียกถึงสามครั้งเธอจึงตอบ

“ไปแล้ว, ไปแล้ว” เธอตอบขณะขนมยังเต็มปาก

ในเวลาไม่กี่อึดใจเธอก็มาอยู่ในโพรงถ้ำที่มีกลิ่นหอม เปาโลรีบก่อกำแพงปิดทางเข้าด้วยผลซีดาร์แช่อิ่ม เหลือไว้เพียงช่องหน้าต่างเล็กๆ ให้อากาศและแสงลอดผ่านเข้ามาได้

“ทีนี้ พี่เชื่อหรือยังล่ะ?” ริต้าถามขณะหยิบขนมเข้าปาก

“เออ…เธอชนะ มันคือพิซซ่า แล้วพี่จะจ่ายเงินพนันให้”

“ของมันชัวร์อยู่แล้วว่าพี่ต้องจ่าย ไม่งั้นใครเค้าจะท้าพนันให้เปลืองลมปากกัน”

“ก็บอกแล้วไงว่าจะจ่ายให้ ตอนนี้ปล่อยให้พี่ทำงานก่อนได้ไหม เธอมาอยู่ฟากนี้ พี่จะขุดอุโมงค์สำรวจเค้กให้ทั่วก้อนเลย พี่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อมากิน”

“สมเป็นพี่จริงๆ มีช็อกโกเลตหนาอย่างน้อยครึ่งเมตรอยู่ใต้เท้า แล้วเราก็มาอยู่ในถ้ำขนมเค้ก แน่ยิ่งกว่าพิน็อคคิโอที่อยู่ในท้องปลาฉลามซะอีก พี่ยังคิดแต่จะสำรวจ”

“แหม…” ริต้าสรุป “ฉันช่วยพี่มือนึงก็ได้ ตอนกินใช่ต้องใช้ทั้งสองมือ”

พลั่วขุดเปิดช่องขนมเค้กอย่างนิ่มนวลราวกับป่าภายใต้คมมีดของนักสำรวจ สองพี่น้องเดินข้ามสายธารของครีม วิพครีม และแป้งผสมอัลมัลด์อย่างไม่ลำบากอะไรนัก พวกเขาขุดลงไปในลำน้ำของซาไบโอเน (ขนมหวานชนิดหนึ่งทำจากไข่แดงกวนใส่น้ำตาลและไวน์มาร์ซารา) เดินฝ่าบ่อโคลนน้ำเชื่อมของลูกกูซเบอรีที่สูงถึงหัวเข่า เด็กๆ ใช้ไฟฉายส่องถ้ำเล็กๆ ที่ถูกกระแสเหล้าใต้ดินเซาะผ่านเข้าข้างในก้อนเค้ก ราวกับกับแม่น้ำคาร์โซที่อยู่ลึกลงไปใต้ภูเขาซึ่งก่อให้เกิดถ้ำและลำน้ำตามธรรมชาติ

พลันลูกเชอร์รี่เชื่อมขนาดใหญ่ก็กั้นขวางทางเดินของพวกเด็กๆ ไว้ เปาโลรู้สึกโกรธทันทีที่เห็น เขาดันมันไปข้างหน้าราวกับรถเล็กๆ คันหนึ่ง และดีใจที่กลิ้งมันออกไปได้ ส่วนริต้าเอาขนมใส่ปากไม่หยุด มือหนึ่งยื่นเปะปะไปตามอุโมงค์ข้างหน้า อีกมือหนึ่งใช้สำรวจผนังซึ่งทำจากลูกเกาลัดเชื่อม เธอหยิบถั่วเม็ดใหญ่ราวกับผลฟักทองเข้าปาก ขณะเดียวกันก็สำรวจหินแปลกๆ บนพื้นที่เธอเหยียบ หินเหล่านั้นแท้จริงคืออัลมอลด์และเมล็ดถั่วอบแห้ง

“ทำงาน ทำงาน” เปาโลกระตุ้นน้องสาว “ไม่ใช่ทางนั้น ขุดไปทางนี้ ถ้าพวกเราอยากไปใจกลางเค้ก เราต้องไปตามเส้นนี้”

“เสียดายจัง ฉันรู้สึกว่าทางขวามันเย็นๆ น่าจะมีไอติมอยู่ในเค้ก”

“น่าเสียดายที่เราไม่ได้เอาเข็มทิศมาด้วย”

“สำคัญตรงไหน? ที่นี่มีขนมเค้กอยู่ทุกหนทุกแห่ง เหนือ ใต้ ออก ดก”

“เขาเรียกตก ไม่ใช่ดก พี่สอนเธอเป็นสิบครั้งแล้ว”

“จ้า ฉันรู้ว่าพี่เก่ง แต่ฉันก็ชนะพนันพี่ อืม…ตรงนี้เขาใส่เหล้ามากไปหน่อยพี่ว่ามั้ย มันคงไม่ทำให้เราเมาใช่มั้ยเนี่ย? เฮ้! ฝนตก ขอฉันลองหน่อย…บอกไงดีล่ะ มันไม่ใช่น้ำ แต่เป็นเหล้า ช่วยด้วยจะจมแล้ว! อ้า…ไม่จม ค่อยยังชั่ว พวกเรากำลังเดินอยู่บนบิสกิตนุ่มๆ พูดตามจริง ฉันอยากเดินบนบิสกิตกรอบๆ เพราะมันแข็งกว่า”

geppetto.jpg

เปาโลใช้พลั่วขุดไม่ยั้งมือ เขาแยกประเภทสิ่งที่กระทบกับพลั่วอยู่ในใจโดยไม่เปิดปาก “แยมราสเบอร์รี่ ลูกเกด ครีม ไอศกรีม ถั่วปิสตัคคิโอ”

ทันใดนั้นเองเขาหยุดและโบกไม้โบกมือไปทางริต้าเพื่อส่งสัญญาณ

“ปิดไฟฉาย” เขาสั่งเสียงกระซิบ

“เค้าก็มองเห็นเราอยู่ดีแหละน่า ว่าแต่ทำไมเหรอ?”

“เงียบ มาดูนี่สิ”

บนผนังเบื้องหน้า พลั่วได้ขุดเปิดช่อง มีลำแสงลอดออกมาจากช่องนั้น ริต้ามอง… มีโพรงถ้ำอยู่ฟากนู้น ตรงกลางถ้ำมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่กับพื้น เขาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษที่วางอยู่บนหัวเข่าอย่างเคร่งเครียดภายใต้แสงหลอดไฟที่แขวนอยู่ในผลส้มแช่อิ่ม

“นั่นมันเจ็ปเป็ตโตนี่นา!” ริต้าพึมพำ (เจ็ปเป็ตโตคือชื่อคนที่เป็นผู้แกะหุ่นไม้ปิน็อคคิโอ-ผู้แปล)

“จ้า แล้วเธอก็เป็นแม่นางฟ้าผมน้ำเงิน หยุดพูดเล่นได้แล้ว ขอพี่คิดก่อน”

เวลาผ่านไปสองนาทีระหว่างที่เปาโลและริต้าผลัดกันสังเกตอยู่หน้าช่อง

“คิดออกยัง?”

“ยัง”

“อย่างน้อยพี่บอกฉันได้ไหมว่าพี่ต้องคิดอะไร ฉันจะได้คิดด้วย รอเฉยๆ มันเบื่อ”

“เราเรียกเขาว่านายเจ็ปเป็ตโตแล้วกัน ตั้งชื่อให้ไปก่อน” เปาโลตอบ “ว่าแต่เค้าเป็นใครกัน? มาทำอะไรในนี้? มาได้ยังไง?”

“ฉันไม่รู้ บางทีเค้าคงทำเหมือนเรามั้ง พี่ดูสิเขากำลังเขียน อาจเป็นพวกนักเขียน นักหนังสือพิมพ์”

“เอาล่ะ ตอนนี้เธอมีอะไรให้คิดแล้ว แต่เงียบๆ หน่อย เดี๋ยวเค้ารู้ตัวซะก่อน”

ริต้าเงียบและเริ่มเลียผนังไอศกรีม แต่ความเงียบนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะปะทุออกมาราวระเบิด

“เจ้าซอร์โรนี่!” ริต้าอุทาน “มันดมกลิ่นตามเรามา”

“หมดกัน” เปาโลพูด เขาเองก็พูดเสียงดัง ความตกใจทำให้เขาลืมกฎข้อพึงระวัง ขณะที่ซอร์โรกระโจนสี่ขาเข้ามา มันเห่าด้วยความดีใจ เปาโลมองเข้าไปในช่องเนื้อตัวสั่นเทา: ชายลึกลับนามเจ็ปเป็ตโตลุกขึ้นยืนพรวดด้วยความตระหนก เขาเงี่ยหูฟัง

“ทำดีมากเลยเจ้าซอร์โร” เปาโลพึมพำ

สุนัขลงนอนหมอบ มันกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก

“นายเจ็ปเป็ตโตได้ยินเสียงพวกเราแล้ว” เปาโลบอก “เขาเดินวนไปรอบๆ โพรง เอาหูแนบกับผนัง…”

“ฉันว่าได้เวลาเผ่นแล้วล่ะ”

“รอก่อน พี่อยากรู้…”

“จ้า, ถ้าเขาเจอเราล่ะก็ ถูกจับทอดแน่”

“เงียบน่า เขามาทางนี้แล้ว”

ชายลึกลับผู้อาศัยอยู่ในก้อนเค้กกำลังสำรวจผนังถ้ำ เขามาถึงช่องที่เปาโลขุดไว้ด้วยพลั่วเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เปาโลสามารถสังเกตรายละเอียดเขาได้ในระยะใกล้ เขาเป็นชายเกือบแก่ หัวเกือบล้าน หลังเกือบค่อม ทุกอย่างแค่ “เกือบ” ยกเว้นแต่แว่นตาที่ไม่ “เกือบ” หนา แต่หนามาก เลนส์ทั้งสองข้างหนาขนาดนิ้วชื้ ข้างหลังเลนส์มีดวงตาสีดำเป็นประกายระยิบระยับ เขาสวมชุดคลุมยาวสีเทา กึ่งๆ ชุดของคนทำงานในโกดังและชุดของพนักงานร้านขายของชำ มีเน็กไทเบี้ยวๆ เส้นหนึ่งโผล่ออกมาจากปกเสื้อที่ปลดกระดุมไว้อย่างลวกๆ

“เผ่นกันเถอะ, เปาโล”

แต่เปาโลราวกับถูกตรึงไว้ที่ช่อง เขาไม่ยอมแม้แต่จะถอยออกมา ขณะที่ “นายเจ็ปเป็ตโต”แนบตามองช่อง ดวงตาอยากรู้อยากเห็นสี่ดวงก็ประสานกันจากฟากนู้นและจากฟากนี้ของผนัง(ไอศกรีมปิสตัคคิโอที่เราทราบๆ กัน)เปาโลรู้สึกถึงความเย็นสะท้านที่วิ่งไปตามแผ่นหลัง แต่เขาก็ไม่ยอมขยับ นายเจ็ปเป็ตโตผู้ลึกลับ, แน่ล่ะว่าไม่ใช่นายเจ็ปเป็ตโตตัวจริง, คงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เพราะเขาตะโกนบางอย่างออกมาด้วยอย่างฉุนเฉียว

“สแควก สโคค คาราปัค ปิค!”

เสียงดังก้องหูเปาโลและริต้า รวมถึงหูเจ้าซอร์โรด้วย มันกระโดดขึ้นยืนสี่ขาและเริ่มเห่า

“เบร็ค โบรค คาราโบรค ปุค!” ชายชราตะโกน ขณะเดียวกันก็ใช้มือล้วงเข้าไปในช่องเพื่อขยายรูให้กว้างขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ช่องนั้นขยายใหญ่เท่าหน้าต่างบานเล็กๆ เขายื่นหน้าเข้าไปและยังคงส่งเสียงเป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ

“เร็ว, หนีกันเถอะ!” เปาโลตะโกน เขาถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าในกรอบสี่เหลี่ยมบนผนังสีเขียวๆ ซึ่งตอนนี้สว่างด้วยแสงจากไฟฉายที่ริต้าส่องด้วยความอยากรู้อยากเห็นและมือสั่นเทา ตอนนี้เขาเห็น หรือดูเหมือนว่าเขาจะเห็นรอยยิ้มฉาบอยู่ใต้รอบกรอบแว่นตานั้น… จากนั้น, ไป, ด้วยขาทั้งสี่ของเขาและริต้า และตีนทั้งสี่พร้อมกับหางชี้ตั้งของซอร์โร ทั้งสามวิ่งอ้าวไปตามอุโมงค์ยาว ย่ำเท้าอย่างยากลำบากไปบนซาไบโอเน กระแช่ บ่อแยม ชนกับผนังครีมและแป้งนุ่มๆ

นั่นไง มีแสงสว่างรำไรอยู่ตรงนู้น… ข้างนอกเป็นเวลากลางคืน แต่ไฟทุกดวงส่องตรงมายังขนมเค้ก เปาโลใคร่ครวญอย่างสิ้นหวังขณะขยายปากทางออกให้กว้าง เขาโยนไฟฉายลงไปบนพื้นลาดชันและตะโกน:

“ไปคาบมา ซอร์โร”

โดยไม่ต้องบอกซ้ำ สุนัขกระโจนไปยังทางออก มันเห่าและทิ้งตัวลงบนพื้นลาดชันเพื่อนำไฟฉายกลับคืนมา มันยังคงจดจำเกมการเล่นเก่าๆ ที่เปาโลและริต้าเคยฝึกมันได้ ไฟทุกดวงส่องกราดตามมันไปทั่วเนินเขา ขณะที่ด้านล่างเกิดความโกลาหลขึ้น…

แผนของเปาโลได้ผลอีกครั้ง สองพี่น้องกระโดดลงไปยังด้านที่ดวงไฟบ้าคลั่งทิ้งไว้แต่ความมืดมิด… พวกเขากลิ้งหลุนๆ อยู่ท่ามกลางเท้าของพนักงานดับเพลิงซึ่งไม่เห็นพวกเขาตอนลงมา พวกนั้นตวาดไล่พวกเขากลับไป:

“พวกเธอจะไปไหน? ไปอยู่ข้างหลัง!”

“…รอดแล้ว!”

“ตายล่ะ” ริต้าอุทานขึ้นมา “ฉันทำรองเท้าหายไปข้าง”

“หายที่ไหน?”

“ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าหายตอนลงมา ฉันกลับไปเอารองเท้าก่อนนะ”

“ดี พวกเขาจะได้รวบตัวเธอไว้ แล้วความก็แตก”

“และพวกเขาจะกินขนมเค้ก พี่พูดถูก เสียสละรองเท้าไปข้างดีกว่า”

แม่ยังไม่กลับเข้าบ้าน เธอถึงบ้านครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากดิโอเมเดเห็นแล้วว่ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้แสดงท่าทีมุ่งร้าย เขาจึงอนุญาตให้ชาวเมืองตรูลโลออกจากห้องใต้ดิน

“เป็นเด็กดีกันหรือเปล่า? กลัวกันไหม?”

“ครับแม่” เปาโลตอบคำถามแรก

“ไม่ค่ะ” ริต้าตอบคำถามที่สอง

“ดีมาก” นางเชชิเลียพูด “เดี๋ยวแม่ไปเตรียมอาหารเย็นให้นะ”

“ช่วยด้วย” ริต้าคิด โดยไม่ได้พูดออกมา

ตอนที่ ๔ รองเท้าของซินเดอเรลลา

หลังจากปล่อยให้ซอร์โรไปตามทางของมันแล้ว ไฟทุกดวงก็กลับไปส่องรวมกันที่เนินเขา พนักงานคนหนึ่งสังเกตเห็นรองเท้าเด็กข้างหนึ่งหล่นห่างจากใต้จมูกเขาไปประมาณห้าหรือหกเมตรในบริเวณเขตหวงห้าม

“ก่อนหน้านี้ไม่มีรองเท้าอยู่ตรงนี้นี่นา” เขากล่าว

“ผมจับตามองพื้นดินบริเวณนี้ตลอดทั้งเย็น นับหินแทบทุกก้อน ผมบอกพวกคุณได้เลยว่าเมื่อกี้นี้ยังไม่มีรองเท้าข้างนี้ นึกออกแล้ว เหมือนผมเห็นเงาดำๆ ลงมาจากข้างบนตอนที่เกิดความวุ่นวายเพราะเจ้าหมาโง่ๆ นั่น”

“เอารองเท้าไปให้ผู้บังคับการดูดีกว่า ไม่ต้องคิดแล้วล่ะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งแนะนำ

“ผมเอาไปให้แน่ เดี๋ยวนี้เลย”

ดิโอเมเด, หรือเรียกให้ถูกว่าผู้บังคับการ, หัวเราะขณะรับรองเท้าข้างนั้นมา ท่านนายพลถามคนที่อยู่ในห้องว่าเป็นไปได้ไหมที่หน่วยปฏิบัติการ อี.เอส. ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดร้านขายรองเท้ามือสอง ในบรรดากลุ่มคนที่อยู่ในห้องมีเพียงสองคนคือ ศาสตราจารย์เตเรนซิโอ และศาสตราจารย์รอสซี ที่มองเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องตลกขบขัน พวกเขาสังเกตเห็นพื้นรองเท้ามีรูอยู่สองรู: บางทีมนุษย์ดาวอังคารสวมสิ่งที่เหมือนรองเท้านี้ไว้บนศรีษะแทนหมวก โดยให้หนวดรับสัญญานยื่นโผล่ออกมาจากสองรูนี้

แต่นายตำรวจเมเล็ตติ, หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโอดิสซุสจอมเจ้าเลห์, ซึ่งอยู่ร่วมในวงสนทนามีความคิดบรรเจิดกว่านั้นมาก ไม่สิต้องพูดว่าหลักแหลมจริงๆ

“ท่านทั้งหลาย” เขาพูด “ถ้าจะอนุญาตให้ผมพูดสักหน่อย, ทุกคนต่างรู้กันดีว่าเด็กๆ ไม่รู้จักคำว่าอันตราย พวกเขาแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว คนที่เรามั่นใจว่าเป็นศัตรู ก็ที่อยู่บนนู้น บนวัตถุลึกลับนั่นแหละครับ จะไม่คิดหลอกล่อเด็กๆ เช่น ด้วยของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเก็บข้อมูลไปให้พวกเขาเชียวหรือครับ?”

“กรุณาเข้าเรื่องรองเท้า” นายพลเตือน

“ครับ, สำหรับผม ถ้าเด็กขึ้นไปบนนั้น ข้างบนนั่นจริงๆ และระหว่างที่หลบหนีออกมาได้ทำรองเท้าข้างนี้หายไป เรามีวิธีพิสูจน์ง่ายๆ”

“วิธีไหนล่ะ?”

“ให้เด็กทุกคนในหมู่บ้านลองสวมรองเท้าข้างนี้”

“นี่มันนิทานเรื่องซินเดอเรลลานี่นา” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอหัวเราะ

“แต่ในนิทานก็มีความจริงซ่อนอยู่เช่นกัน” ศาสตราจารย์รอสซีแสดงความเห็นเพียงเพื่อแย้งว่าอีกฝ่ายผิด

“เอาล่ะ” นายพลตัดบท “คุณจัดการเรื่องลองรองเท้านั่นได้เลย ถ้าคิดไม่ผิด น่าจะได้รับความร่วมมือจากแม่ของเด็กๆ งานน่าจะออกมาดีทีเดียว”

โอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์ห่อรองเท้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วใช้เชือกมัดอย่างแน่นหนาก่อนปิดผนึก และนำไปเก็บในตู้ของห้องสมุดโรงเรียน เขากำชับทหารยามให้เฝ้ามันอย่าให้คลาดสายตาตลอดทั้งคืน

“เป็นความลับทางทหาร” เขาพูด “ห้ามแพร่งพราย”

เมื่อเขากลับถึงบ้าน เด็กๆ เข้านอนกันหมดแล้ว เขาเล่าให้นางเชชิเลียฟังสั้นๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยกเว้นเรื่องรองเท้าข้างนั้น เพราะความลับทางทหารบอกให้ใครฟังไม่ได้แม้กระทั่งภรรยาตนเอง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเขากลับไปเอารองเท้าที่กองบัญชาการ จากนั้นจึงเริ่มตระเวนไปตามอาคารบ้านเรือน แวะทุกหัวบันไดและประตูบ้าน

“ก๊อก ก๊อก”

“ใคร?”

“เปิดประตูหน่อยครับคุณโรซ่า ผมนายตำรวจเมเล็ตติขอพบลูกชายคุณหน่อยคร้าบ”

“เจ้าเด็กเหลือขอนั่นไปก่อเรื่องอะไรอีกเหรอคะ?”

“เปล่าหรอกครับคุณโรซ่า เขาแค่ต้องลองรองเท้าข้างนี้ตามคำสั่งของผู้บังคับการเท่านั้นเอง”

นางโรซ่าเปิดประตู เธออยู่ในชุดเสื้อคลุม รองเท้าแตะ มือข้างหนึ่งถือเหยือกนม เธอปลุก “เจ้าเด็กเหลือขอ” และการทดลองสวมรองเท้าได้เริ่มขึ้น

“แต่คุณเมเล็ตติคะ คุณไม่เห็นหรือไงว่ารองเท้าข้างนี้เบอร์ ๓๒ ลูกชายดิฉันใส่เบอร์ ๔๐ คุณดูเท้าเค้าสิ”

“คำสั่งคือคำสั่งครับ…”

เด็กทุกบ้านตื่นงัวเงียขึ้นมาพร้อมกับเสียงประท้วงของเหล่าบรรดาพ่อๆ ซึ่งกำลังโกนหนวด

“อำเภอจะแจกรองเท้าคนละข้างหรือยังไง? ดูสิมีรูด้วย ไม่สิ, มีตั้งสองรูแน่ะ”

“ใจเย็นๆ ครับ ใจเย็นๆ เป็นคำสั่งของผู้บังคับการครับ”

แท้จริงแล้ว เด็กหลายคนสวมรองเท้าข้างนั้นได้พอดี แต่ทุกครั้งที่นายเมเล็ตติเอ่ยปากถาม

“อีกข้างอยู่ที่ไหน?”

“อีกข้างอะไรกัน? ลูกสาวดิฉันไม่เคยมีรองเท้าแบบนี้”

“เมื่อวานตอนสี่ทุ่มหนูอยู่ที่ไหนจ้ะ?”

“คุณเมเล่” แม่ตอบแทนลูกสาว “ก่อนหน้านั้นลูกสาวดิฉันไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตอนสี่ทุ่มเธอเข้านอนแล้ว! ดิฉันเป็นพยานได้ ถามคุณกุสตาโวที่อยู่ตรงหน้าคุณดูก็ได้ เมื่อวานเย็นเขามาดูทีวีบ้านเรา”

นายกุสตาโวยืนยัน การออกเดินทางแสวงหาของโอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์จึงยังดำเนินต่อไป

“เราเอง” นายตำรวจแสนดีพึมพำใต้เรียวหนวด “คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นรองเท้าข้างนี้มาก่อน เคยเห็นใครสักคนใส่มัน สาบานได้เลยว่าเคยเห็นรองเท้าข้างนี้และรูสองรูนี้ด้วย เอ..เมื่อเช้าเมียเราบอกอะไรเรานะ เกี่ยวกับรูๆ อะไรนี่แหละ อ๋อ, บอกว่าริต้าทำรองเท้าขาดอีกแล้ว ลูกสาวคนนี้ไม่รู้กินรองเท้าหรือยังไง”

นายเมเล็ตติเข้าบ้านนู้นออกบ้านนี้ เขามายังอพาร์ทเมนท์ที่เขาพักอาศัยด้วย เขาเคาะประตูบ้านของแม่บ้านดูแลอพาร์ทเม้นท์เป็นหลังแรก บ้านหลังนี้มีลูกสาววัยห้าหรือหกขวบ ทุกคนในบ้านยังคงเจ็บใจนายเมเล็ตติและตำรวจท้องที่คนอื่นๆ เพราะเมื่อสองปีก่อนพ่อบ้านโดนปรับข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด

“คุณมาทิลเด ลูกสาวตื่นรึยังครับ?”

“อะไร, จะให้เสียค่าปรับอะไรอีกล่ะ?” นางมาทิลเดตอบเสียงกระด้าง

“เปล่าครับ, เปล่า ไม่ได้มาปรับ มาเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรหรอกครับ”

แล้วโอดิสซูสจอมเจ้าเล่ห์ก็อธิบายวัตถุประสงค์ของการลองรองเท้า ขณะที่พวกแม่บ้านและเด็กจากชั้นอื่นๆ ลงมาดูเหตุการณ์ เพราะเมื่อนายเมเล็ตติกับนางเมทิลเดเจอกัน มักมีเรื่องสนุกๆ เสมอ

“อ๋อ, เรื่องไม่สลักสำคัญหรอกเหรอ?” คนหน้าประตูทางเข้าประชด

“พวกคุณคิดว่าลูกสาวชั้นเป็นสายลับมนุษย์ต่างดาวงั้นสิ?”

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย”

“ไม่พูดก็เหมือนพูดแหละ ชั้นเข้าใจเองได้”

“แต่ผมไม่ใช่คนออกคำสั่งนะ”

“แต่ใบสั่งคุณเป็นคนออก”

“ผมทำหน้าที่ของผม” นายเมเล็ตติอุทานอย่างขัดเคือง

“เอาล่ะ มาเรียกราเซีย ลองรองเท้าดูสิจ้ะ หลวมไปเหรอ, ฮึ? ไป๊, กลับไปนอนได้แล้วล่ะแม่สายลับน้อยของแม่ เดี๋ยวแม่ลองรองเท้าจิ๋วนี่เอง”

“ แต่คุณเมทิลเดครับ คำสั่งนี้เฉพาะพวกเด็กๆ นะครับ”

“อ๊ะ, อย่า ไม่ง่ายเกินไปหน่อยเหรอที่พวกคุณจะทำยังไงก็ได้กับเด็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสา นี่, มาทำกับชั้นนี่”

“ได้โปรดเถอะครับ เดี๋ยวรองเท้าผมพังหมด!”

“ชั้นเนี่ยนะจะทำพัง? ตัวชั้นเบายังกะขนนก หนักแค่ร้อยสิบสองโลเอง สักวันชั้นจะขึ้นเวทีธิดาปืนใหญ่ แล้วไปโชว์ตัวตามงานแฟร์ หาเงินได้มากกว่าพวกสาวใช้บางคนอีก”

เสียงหัวเราะดังลั่นบันไดเรียกให้คนที่อาศัยในอพาร์ทเมนท์อีกไม่กี่คนที่ยังไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ออกมายังชานพักบันได ในบรรดาคนเหล่านั้นมีนางเชชิเลีย เปาโล และริต้ารวมอยู่ด้วย

นางเชชิเลียเมื่อเห็นสามีกำลังมีเรื่องมีราวกับนางเมทิลเดจึงถลาลงบันไดมาช่วยสามีอีกแรง เปาโลตามหลังแม่มาติดๆ ริต้าอยู่รั้งท้าย เด็กหญิงรู้สึกใจคอไม่ดี เธอเป็นคนแรกที่เห็นว่ามีรองเท้าข้างหนึ่งอยู่กลางวง

“ชั้นลองล่ะนะ” นางเมทิลเดประกาศให้ได้ยินทั่วกัน

เธอถอดรองเท้าแตะออก จากนั้นจึงยัดเท้าช้างของเธอลงไปในรองเท้าข้างจิ๋ว

“หัวแม่โป้งเข้าไปได้แล้ว” เธอประกาศอย่างมีชัย “ทีนี้ก็ตานิ้วอื่นบ้างล่ะ”

นางเชชิเลียตะโกนขึ้นมา

“เดี๋ยว เธอทำอะไรน่ะ?”

“ชั้นกำลังลองรองเท้าตามคำสั่งของสามีเธอไงล่ะ”

“ไม่เห็นหรือไงว่านั่นมันรองเท้าของริต้า? พวกเธอกำลังเล่นบ้าอะไรกัน?”

นายเมเล็ตติยืนนิ่งอ้าปากค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาด
ขณะที่นางมาทิลเดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เธอหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนหายใจไม่ออก เพื่อนบ้านคนหนึ่งต้องวิ่งไปเอาน้ำมาให้เธอ

“เอาล่ะ อธิบายให้ชั้นฟังได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น” นางเชชิเลียถามขณะเขย่าไหล่สามีอย่างแรง

“เป็นความลับทางทหารจ้ะ” โอดิสซูสจอมเจ้าเล่ห์ตอบอ้อมแอ้มออกมาในที่สุด

“คุณไปเจอรองเท้าข้างนี้ที่ไหน?”

“เงียบน่า…อย่าเพิ่งให้ผมตอบตอนนี้เลย”

นายเมเล็ตติตั้งสติได้ในที่สุด เขามองไปรอบๆ พร้อมกับทำหน้าตาขึงขังเป็นงานเป็นการ และประกาศออกไปว่า

“ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันไปได้แล้ว การแสดงจบลงแล้ว”

คนแรกที่ทำตามคำสั่งโดยไม่มีใครเห็นคือเปาโล เด็กชายแทรกตัวออกไปทางประตูใหญ่ จากนั้นก็โกยแน่บ ริต้าพยายามเลียนแบบพี่ชาย แต่พ่อใช้แขนข้างหนึ่งคว้าตัวเธอไว้

“มานี่ เรากลับไปคิดบัญชีกันที่บ้าน”

ริต้าดิ้นหลุดและวิ่งหนีไปหาแม่ นางเชชิเลียซึ่งยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นยังคงส่งเสียงเอะอะโวยวายไม่หยุด

“ดูสิดู ยัยอ้วนนั่นทำรองเท้าลูกสาวเราเยินหมด หล่อนต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ แต่หัวเราะทีหลังย่อมดังกว่า”

ตอนที่ ๕ การทดลองสุดระทึก

นายเมเล็ตติเสียเวลาอีกสองสามนาทีในการทำให้พวกอยากรู้อยากเห็นแยกย้ายกันกลับไป ดังนั้นเมื่อมาถึงหน้าอพาร์ทเมนท์ตัวเอง เขาพบว่าประตูถูกคล้องโซ่จากข้างใน

“เปิดประตูหน่อย” เขาตะโกนบอกภรรยา “นี่คือกฎหมาย”

“กฎหมายข้อไหนกัน? คุณจะทำอะไรกับลูกสาวเรา”

“ผมก็แค่จะถามลูกว่าไปทำอะไรมา แล้วทำรองเท้าหายที่ไหน ยังไง? ให้ผมเข้าไปเถอะนะ ถ้าคุณไม่อยากให้เพื่อนบ้านได้ยินเรื่องราวทั้งหมด”

เหตุผลนี้ทำให้นางเชชิเลียยอมถอดโซ่ที่คล้องไว้และเปิดประตู แต่ก่อนจะปล่อยสามีเข้ามาข้างใน นางสังเกตใบหน้าของเขาอยู่พักใหญ่ ใบหน้านั้นเหมือนเช่นทุกวัน อาจฉายรอยกังวลมากกว่าปกติสักเล็กน้อย แต่ไม่เห็นสัญญาณของอาการคลุ้มคลั่ง

“เอาล่ะ เข้ามาได้ มาทำให้ลูกร้องไห้งอแงหนักกว่าเดิม!”

นางพูดแล้วหันมามองริต้าซึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสิ้นหวัง

“ลูกสาวเราเป็นสายลับ” นายเมเล็ตติพูดขณะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ มือข้างที่ถือรองเท้าข้างจิ๋วสั่น เขาพูดต่อว่า:

“ผมมีหลักฐาน”

“หลักฐานอะไรกัน? ไอ้รูนั่นน่ะเหรอ รูนี้ก็แค่พิสูจน์ว่าริต้าจำเป็นต้องมีรองเท้าคู่ใหม่”

“คุณไม่เข้าใจ”

“ก็พูดมาสิ ชั้นกำลังฟัง”

นายเมเล็ตติเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับรองเท้าของนั้นให้ภรรยาฟัง เริ่มจากการพบรองเท้าในพื้นที่ปฏิบัติการ ข้อสงสัยว่ามนุษย์ดาวอังคารใช้เด็กๆ เป็นผู้เก็บข้อมูล ไปจนถึงการสืบหาเจ้าของรองเท้าตามบ้านแต่ละหลัง

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า” เขาสรุป “ลูกสาวเราทำงานให้มนุษย์ดาวอังคาร”

“ไม่ใช่มนุษย์ดาวอังคารซะหน่อย! ริต้าโพล่งออกมาขณะเช็ดน้ำตากับชายกระโปรงแม่

“นั่นไง, เห็นมั้ย” โอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์ร้องลั่น “ลูกรู้ด้วยว่าเป็นใคร แสดงว่าเคยไปเจอมนุษย์ต่างดาวบนนั้นมา แล้วก็ทำรองเท้าหายตอนออกมาจากยานอวกาศนั่น”

“ไม่ใช่ยานอวกาศ!” ริต้าเถียง “ขนมเค้กตะหาก”

แม่เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว เธอใช้มือตบศรีษะลูกสาว

“บอกแล้วใช่มั้ยว่าขนมเค้กแม่จะซื้อให้เอง”

นางเชชิเลียมักใช้ขนมเค้กเป็นรางวัลเวลาสัญญาอะไรกับลูก

ริต้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอร้องด้วยความคับแค้นใจที่ไม่มีใครยอมเชื่อเธอ

“มันเป็นขนมเค้ก มันเป็นขนมเค้ก” เด็กหญิงร้องไปกรี๊ดไป “หนูจะพิสูจน์ให้พ่อกับแม่ดู”

ริต้าวิ่งไปที่ระเบียง พ่อกับแม่เดินตามเธอไป เด็กหญิงยกกระถางต้นจีเรเนียมออกและพูดเพียงว่า

“ดูนี่ค่ะ”

เปาโลเป็นคนออกความคิดเรื่องซ่อนขนมเค้กที่เหลือ เขาห่อมันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ใช้เชือกเส้นเล็กผูกติดกับห่อแล้วแขวนไว้นอกระเบียง นางเชชิเลียสาวเชือกขึ้นมาอย่างระมัดระวังราวกับว่ามันเป็นระเบิดติดชนวน เมื่อได้ห่อมา เธอแกะมันออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน

“ช็อกโกเลต” นางเชชิเลียแสดงความเห็นอย่างเชื่อมั่นในการดมกลิ่นของจมูกเธอ “ลูกไปเอามาจากไหน?”

“ใครให้ลูกมา?” นายเมเล็ตติถามซ้ำ

“ไม่มีใครให้หนูมาทั้งนั้นแหละ มันตกลงมาจากฟ้า จากก้อนพิซซ่า ก่อนที่มันจะไปจอดบนภูเขาคุคโค”

แม่ใช้มือตบศีรษะของเธอเป็นครั้งที่สอง ซึ่งนั่นหมายความว่าแม่ไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด

“เห็นมั้ย” นายเมเล็ตติอุทาน “ลูกปกป้องพวกมัน เลยกุเรื่องขึ้นมาเพื่อปกป้องพวกที่อยู่บนนั้น ตอนนี้เธอเชื่อรึยังว่าลูกเป็นสายลับ?”

“เป็นสายลับรึเปล่าชั้นไม่รู้” นางเชชิเลียกล่าว “แต่ที่แน่ๆ ลูกเป็นเด็กขี้โกหก ลำพังตัวคนเดียวคงกุเรื่องไม่ได้ขนาดนี้ แล้วเปาโลอยู่ที่ไหนเนี่ย?”

นั่นสิ ตอนนี้เปาโลอยู่ที่ไหน?

“คงอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไป” นายเมเล็ตติตั้งข้อสังเกต “ผมจะไปลากตัวมาให้ได้ แต่ตอนนี้ผมต้องพาลูกไปพบผู้บัญชาการก่อน”

“พบผู้บัญชาการเหรอ? คุณจะบ้ารึไง ชั้นไม่ยอมให้คุณพาลูกไปหรอก”

“เชชิเลีย คิดดูให้ดีนะ ประเทศของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ,ไม่ใช่สิ, ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย มวลมนุษยชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย! เราจะปกปิดข้อมูลที่เราได้มาไม่ได้หรอกนะ”

“แต่ก้อนพิซซ่าจะทำให้ประเทศตกอยู่ในอันตรายได้ไงกันคะ” ริต้าร้องกรี๊ดพร้อมกับกระทืบเท้า

แม่ใช้มือตบศีรษะริต้าเป็นครั้งที่สาม และพูดเสียงห้วนว่า

“เงียบ, เดี๋ยวแม่ตีนะ, ชั้นว่าเราทำอย่างนี้ดีกว่า” เธอหันไปพูดกับสามี “คุณไปหาผู้บัญชาการ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ชั้นว่าพวกเด็กๆ คงแค่หลอกเราเล่นเท่านั้นเอง แต่ถ้าผู้บัญชาการอยากจะคุยกับลูกสาวเราจริงๆ คุณค่อยกลับมารับลูกไป”

นายเมเล็ตติลองต่อรองคำสั่งของนางเชชิเลียอย่างไม่คาดหวังอะไรนัก เขารู้ดีว่าเมื่อเธอตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนใจเธอได้ เขาจึงจำใจกลับไปหาผู้บัญชาการโดยมีเพียงรองเท้าจิ๋วหนึ่งข้างกับห่อขนมเค้ก

ดิโอเมเด (หรือพูดให้ถูก, รวมถึงคณะบุคคลซึ่งประกอบด้วยพลเรือน ทหาร และนักวิทยาศาสตร์) ฟังเรื่องราวที่นายเมเล็ตติเล่าด้วยความสงสัย

“เด็กๆ มีจินตนาการบรรเจิดดีจริง” นายพลพึมพำ

“แถมยังปราดเปรื่องอีกด้วย” นายทหารยศพันเอกเสริม

“แต่มันเป็นช็อคโกเลตจริงๆ นะครับท่าน” โอดิสซุสจอมเจ้าเล่ห์พูดเสียงอู้อี้ เขาดีใจที่ดิโอเมเดไม่ติดใจสงสัยเรื่องลูกสาวของเขาเป็นสายลับ แต่เขารู้สึกเสียใจถ้าริต้าต้องกลายเป็นเด็กพูดปด

“ทางฝ่ายวิทยาศาสตร์มีความเห็นยังไงบ้าง?” นายพลถาม

ศาสตราจารย์รอซซีและศาสตราจารย์ติเรนซิโอก้มลงสูดกลิ่นวัตถุต้องสงสัย

“ตั้งสมมติฐานได้เลยว่ามนุษย์ดาวอังคารรู้วิธีผลิตช็อคโกเลต” ศาสตราจารย์รอซซีกล่าว

“ตั้งสมมติฐานได้เลยว่าลูกของนายตำรวจคนเก่งของเรา,ซึ่งอยู่ ณ ที่นี้, ซื้อช็อคโกเลตก้อนนี้มาจากร้านขายขนม” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอพูด

“ประเด็นนั้นตัดทิ้งได้เลยครับ” นายเมเล็ตติแย้ง “ตอนขากลับมานี่ ผมตระเวนไปร้านขายขนมทุกร้านในตรูลโล ข้อแรกไม่มีร้านไหนขายช็อคโกเลตชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ข้อสองมีคนเห็นลูกผมไปร้านขนมครั้งสุดท้ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พวกเค้าไปซื้อหมากฝรั่ง ช็อคโกเลตก้อนนี้ไม่มีขายที่ตรูลโลหรอกครับ”

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหล่นลงมาจากฟ้าได้เหมือนอาหารที่หล่นมาเลี้ยงชาวฮิบรูตามคัมภีร์ไบเบิ้ล” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอโต้ตอบ

“พวกเราลองชิมดูมั้ย?” ศาตราจารย์รอซซีเสนอ

“ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ” ศาตราจารย์เตเรนซิโอกล่าว “ผมว่าเราควรทำการวิเคราะห์ทางเคมี ถ้ามันมาจากนอกโลกจริงก็ต้องพบธาตุที่เราไม่รู้จักบ้างแหละ”

“คุณไม่กล้าชิมว่างั้นเถอะ” ศาสตราจารย์รอซซีสรุป “งั้นคุณเองก็คิดว่า….”

ศาตราจารย์เตเรนซิโอทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ, ใบหน้าซีดเผือด: “ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ผมพูดถึงความน่าสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์”

“ความน่าสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์งั้นรึ” ศาตราจารย์รอซซีกล่าวทวน “มีหมอหลายคนกล้าฉีดเชื้อโรคร้ายแรงเข้าร่างกายตัวเอง”

“นี่ถือเป็นคำท้า!” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอพูดเสียงดังลั่น

“ใช่” คราวนี้ศาสตราจารย์รอซซีเป็นฝ่ายหน้าซีดบ้าง “ถ้าอย่างงั้นเราตัดช็อกโกเลตต้องสงสัยนี้ออกมากินสองชิ้น จะได้รู้กันซักทีว่ามันเป็นช็อกโกเลตบนโลกหรือมาจากนอกโลก”

บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่คลุมไปทั่วห้อง

“ท่านทั้งสอง” นายพลลองพูดโน้มน้าว “พวกคุณไม่คิดว่าเป็นการประมาทไปหน่อยรึ? ผมไม่ยอมให้นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าอย่างพวกคุณสองคนต้องมาอุทิศชีวิตเพื่อ…”

“แต่เค้าท้าทายผม!” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอยืดอกพูด

“ลูกสาวผม, “นายเมเล็ตติพูดงึมงำขึ้นมา “บอกว่าเธอกินช็อกโกเลตไปเกือบครึ่งกิโล เธอยังบอกอีกว่าช็อกโกเลตคุณภาพชั้นยอด แถมยังย่อยง่าย”

“หยุดคุยเล่นกันซะที” ศาสตราจารย์รอซซีพูดแทรกขึ้นมา “เรามาทำการทดลองกันต่อดีกว่า”

ความเงียบอันน่าทรมานคืบคลานเข้ามาหลังประโยคนั้นจบลง ทุกคนกลั้นหายใจ มองดูนักวิทยาศาสตร์สองคนซึ่งบัดนี้ใบหน้าซีดราวกับซากศพ ทั้งสองจ้องตากัน เตรียมตัวกลืนวัตถุลึกลับขนาดเท่าลูกเต๋าเล็กๆ

“ท่านนายพล” ศาสตราจารย์รอซซีพูดเน้นคำอย่างขึงขัง “กรุณาจดบันทึกสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป การอยู่รอดของมวลมนุษยชาติอาจขึ้นอยู่กับการทดลองของพวกเรา การที่ผู้บุกรุกจากนอกโลกมาเยือนโลกของเรา, สำหรับผม, ถือเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงเทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดปรมาณูเลยทีเดียว ด้วยความตระหนักถึงอันตรายครั้งนี้และด้วยความสามารถทั้งหมดที่ผมมี กระผม…”

สรุปแล้วศาสตราจารย์รอซซีกำลังกล่าวสุนทรพจน์ย่อยๆ เขาพูดยืดยาวจนกระทั่งทุกคนในห้องเริ่มตั้งคำถามในใจว่า “ตกลงเขาจะกินหรือไม่กิน?”

จากนั้นถึงตาของศาสตราจารย์เตเรนซิโอพูดบ้าง เขากล่าวถึงระบบสุริยะจักรวาล, ยกชื่อดันเต กาลิเลโอ โคเปอร์นิคัส และนิวตัน เขาชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างยุคที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำกับยุคของไอสไตน์ สรุป, เขาพูดถึงสิ่งที่เขาจำได้ และแน่นอนว่าทุกเรื่องที่พูดได้รับการบันทึกเสียงไว้เพื่อไม่ให้ตกหล่นไปแม้แต่พยางค์เดียว

อีกครั้งที่คนในห้องตั้งคำถามในใจว่า:

“พวกเค้าจะกินหรือไม่กิน?”

บางทีนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองกำลังคอยว่าเมื่อไหร่นายพลจะกล่าวสุนทรพจน์บ้าง แต่นายพลยังคงเงียบ

นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองจ้องตากันราวกับนักฟันดาบขณะกำลังจะจ้วงแทงคู่ต่อสู้ พวกเขาใส่ช็อกโกเลตเข้าไปในปาก วางลงบนปลายลิ้นอย่างระมัดระวัง

ชักลิ้นกลับ
เคี้ยว
กลืน

พวกเขานิ่งไปชั่วขณะราวกับรูปสลักครึ่งตัวในสวนสาธารณะ จากนั้นใบหน้าของศาสตราจารย์รอซซีก็บิดเบี้ยวเหยเก ขณะที่ใบหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง, ราวกระจกเงาสะท้อน, บิดเบี้ยวเหยเกเช่นเดียวกัน

“ไม่อร่อยเหรอครับ?” นายเมเล็ตติเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่าเหตุการณ์กำลังตึงเครียด

ทุกคนบอกให้เขาเงียบอย่างขุ่นเคือง

“บ้านนอก” นายพลพึมพำขึ้นมาบ้างก่อนหันไปมองนักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง

“ตกลง, ว่าไงท่าน? พวกเรารอฟังอยู่”

“ผมรู้สึก” ศาสตราจารย์รอซซีพูดตะกุกตะกัก “หายใจไม่ค่อยออก”

“ผมหายใจไม่ออกเลย…” ศาสตราจารย์เตเรนซิโอพยายามเปล่งเสียง

“บางที…บางที…” นักวิทยาศาสตร์คนแรกพูด

“มีพิษ!” นักวิทยาศาสตร์คนที่สองจบประโยค

“เร็ว!” นายพลออกคำสั่ง “เรียกรถพยาบาล ต้องรีบพาพวกเค้าไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด!”

“แย่แล้ว!” นายเมเล็ตติตะโกนลั่น “ริต้า! ริต้าลูกรักของพ่อ! เปาโล! ต้องพาพวกเค้าไปโรงพยาบาลด้วย ได้โปรดเถิด”

****

(มีต่อ)

 

 

Responses

  1. โอ..ไล้สายตาลงมาเรื่อย ๆ
    มีความสุขมากขะรับ
    ..
    ..
    บางทีการเขียนก็เป็นคล้ายหยอดกระปุกออมสิน
    ค่อย ๆ หยอดไปเรื่อย ๆ เผลอแผลบเดียวก็เต็มกระปุก!
    ..
    ..
    เป็นความภาคภูมิใจมิใช่น้อยที่มีส่วนติดสอยห้อยตามเจ้าเค็กก้อนนี้มา

    น้อมคารวะความมุมานะแห่งท่าน

    หลานดิลล์

  2. ข้าพเจ้าจะมี page นี้บ้าง
    หน้าที่เป็นงานของเราหนึ่งเรื่อง..และ..หนึ่งเรื่อง..และ..หนึ่งเรื่อง..
    ..
    ..
    วันเวลาที่เปลี่ยนเป็นเงินทองล้วนพากันเดินต่อแถวไปสู่เวิ้งว่าง
    วันเวลาส่วนน้อยนิดที่เปลี่ยนเป็นตัวอักษรกลับคงอยู่..

    -มุมสวนในวันว้าง-

  3. นั่งๆ นอนๆ สวัสดิ์เจ้าค่ะท่านดิน

    ไม่ได้แตะแป้นคอมฯ แค่คืนเดียวแต่เหมือนจากกันไปนาน
    ช่วงนี้งานยุ่งเจ้าค่ะ คาดว่าจะยุ่งติดต่อกันไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม อาจไม่ค่อยมีเวลาได้แวะเข้ามาพูดคุยกับท่านและเหล่าสหายบ่อยนัก เพราะต้องถนอมหลังไว้พิมพ์งานในที่ทำงานเจ้าค่ะ

    พอถึงเย็นวันศุกร์ข้าพเจ้าเกือบแย่ เหมือนหลังจะหักอย่างไรอย่างนั้น
    โชคดีที่มีวันเสาร์อาทิตย์ให้หยุดพักผ่อน ไม่งั้นสังขารข้าพเจ้าคงรับไม่ไหว
    นี่ถ้าไม่ได้ทำโยคะประคับประคองอาการไว้ สงสัยข้าพเจ้าต้องย้ายแผนก หรือไม่ก็หางานใหม่ทำเจ้าค่ะ

    แม้งานจะยุ่ง สังขารจะย้วย แต่ข้าพเจ้าก็จะพยายามอัพบล็อกให้ได้ตามกำหนดเวลา
    เพราะถ้าหยุดไป กว่าจะเริ่มใหม่ได้ คงยากเจ้าค่ะ ดีไม่ดี ต้องเลิกทำสวนฯ ไปเลย

    “เค้กบนท้องฟ้า” เป็นงานอีกชิ้นหนึ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจ (ไม่ใช่ว่าแปลเก่งแปลดีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าภูมิใจในความมุ่งมั่นของตัวเอง) แต่ก็รู้สึกอัปยศอดสูในคราเดียวกัน ผ่านไปหลายเดือน เพิ่งแปลได้ครึ่งเล่ม และมีทีท่าว่าคงแปลไม่จบง่ายๆ เบื่อเจ้าค่ะ

    ตอนแปลติดกันทุกวันในช่วงเดือนแรก ข้าพเจ้าบอกตามตรงว่าถ้าไม่ได้ท่านสอฯ คอยตามอ่านและเขียนคอมเม้นท์(กวนประสาท) ข้าพเจ้าคงหมดแรงใจไปแล้ว ทุกวันนี้เห็นท่านสอยังคอยวนเวียนตามล้างตามเช็ดน้ำหมากก็รู้สึกอุ่นใจไม่น้อย นับได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรน้ำหมาก เอ๊ย! น้ำหมึกของข้าพเจ้าอีกคนหนึ่ง

    วันก่อนข้าพเจ้าอ่านหนังสือ “จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม” ซึ่งเป็นการรวบรวมจดหมายที่คุณกนกพงศ์เขียนถึงเพื่อนนักเขียนคนอื่นๆ ในช่วงสามสีปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต อ่านแล้วนึกถึงท่านเจ้าค่ะ

    ในจดหมาย เรื่องที่คุณกนกพงศ์เขียนไปเล่าให้เพื่อนฟังบ่อยๆ คือเรื่องเขียนหนังสือไม่ออกเจ้าค่ะ รวบรวมได้หนาเป็นเล่มๆ

    ตอนนี้ข้าพเจ้าเข้าใจท่านแล้วเจ้าค่ะว่าทำไมถึงขี้บ่นนัก^^
    วันไหนเขียนไม่ออกก็เขียนมาบ่นได้นะเจ้าคะ ยินดีรับฟัง จะได้ถือโอกาสรวบรวม เผื่อท่านดังขึ้นมา ข้าพเจ้าจะได้พิมพ์ขาย ฮ่า ฮ่า

    สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ

    -ท่านย่าน่ารักที่ซู้ดดดดด-

  4. โห..เขียนไว้คืนวาน
    ไม่รู้เซฟไว้ไหน?
    หาไม่เจอ
    เชื่อเลย!
    ..
    ..
    นิสัยรกเก็บไม่เป็นที่ยังทะลึ่งตามมาอยู่ในคอมพ์ด้วย..ฮ่วย!
    :(


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: